Hfocus (เจาะลึกระบบสุขภาพ)

HealthFocus.in.th
  1. ม.มหิดล แถลง ผลตรวจบุคลากรต้องสงสัยโควิด-19 ‘ไม่พบการติดเชื้อ’

    มหาวิทยาลัยมหิดล ออกคำแถลง ผลตรวจบุคลากรต้องสงสัยโรคโควิด-19 พบว่าไม่มีการติดเชื้อ

    เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 20.50 น. ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ออกประกาศคำแถลงของอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ผลการตรวจเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในบุคลากรที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย โดยระบุว่า สืบเนื่องจากที่มหาวิทยาลัยมหิดล มีบุคลากรที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าอาจสัมผัสโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19) หลังจากการเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีการระบาดต่อเนื่อง ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลได้ดำเนินการส่งบุคลากรดังกล่าวเข้ารับการตรวจยืนยันอย่างเร่งด่วนแล้ว

    ผลการตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน พบว่าไม่มีการติดเชื้อ (ไม่พบสารพันธุกรรมของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่)

    จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

    ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

  2. แพทย์แนะ มีอาการเข้าข่ายสงสัยโควิด-19 ไป รพ.ตามสิทธิ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

    แพทย์แนะ หากมีอาการเข้าข่ายสงสัยเป็นโรคโควิด-19 มีประวัติเคยไปประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือใกล้ชิดกับคนที่เคยเดินทางไป ให้โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือไปรักษาพยาบาล รพ.ตามสิทธิการรักษาที่มี ไม่เสียค่าใช้จ่าย กระทรวงสาธารณสุขเตรียมงบประมาณรองรับไว้

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2563 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงประเด็นข้อกังวลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ใน รพ.เอกชนมีราคาแพง ทำให้คนอาจวิตกไม่กล้าไปตรวจเชื้อเมื่อมีอาการสงสัยป่วย ว่า ไม่ต้องกังวล เพราะจริง ๆ แล้วหากเข้าข่ายป่วยหรือสงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 สามารถรับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านตามสิทธิรักษา แต่ในกรณีของประชาชนที่ไม่ได้เข้าข่าย หรือไม่เคยมีประวัติคลุกคลีกับผู้ที่เสี่ยง หรือเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง แต่กังวล ประกอบกับมีอาการไข้ ไอ ก็ให้อยู่ที่บ้าน ไม่ต้องไปทำงาน แต่ไม่ได้หมายถึงว่าอยู่ร่วมกับครอบครัวได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกอยู่คนเดียวห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 2 เมตร ควรใส่หน้ากากอนามัยชนิดจริง ๆ ไม่ใช่ทำจากผ้า เพราะถือว่าขณะนี้ตนเองเป็นคนปล่อยเชื้อได้ แยกจานข้าว ช้อนส้อม แก้วน้ำ

    “แม้แต่เมื่อเข้าห้องน้ำ ถ้าอยู่บ้านหรูหรา ก็ยึดห้องน้ำหนึ่งห้องไปเลย แต่ถ้าเราเป็นคนธรรมดาต้องใช้ห้องน้ำรวม รอให้คนอื่นเข้าจนเสร็จก่อนและเข้าคนสุดท้ายและจัดการทำความสะอาดทุกสิ่งอย่างในห้องน้ำด้วยน้ำกับสบู่ หรือที่แน่นอนคือ น้ำยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งอ่างน้ำ ก๊อก ชักโครก ลูก บิดประตู โดยการเก็บตัวให้เป็นไปตามมาตรฐาน คือ เฝ้าระวัง 14 วัน” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

    เมื่อถามว่ากรณีที่ไปโรงพยาบาลแล้วถูกกักตัวเพื่อเฝ้าระวัง ค่ารักษาหรือค่าตรวจเชื้อปัจจุบันราคาเท่าไหร่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า จริง ๆ ค่ารักษานั้น หรือค่าตรวจ มีหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ค่าตรวจเชื้อ แต่ยังหมายถึงค่าที่เจ้าหน้าที่ต้องสวมชุดปลอดเชื้อ ไปเก็บเชื้อจากตัวบุคคลนั้น ๆ ซึ่งแต่ละครั้งไม่สามารถใส่ชุดเดิมได้ ส่วนการตรวจหาเชื้อว่า เป็นบวกหรือเป็นลบนั้น ก็จะขึ้นอยู่ว่า เป็นการตรวจหารหัสพันธุกรรมท่อนไหน อย่างการตรวจหายีน 3 ท่อน ต้องตรวจทั้งหมด หรือตรวจยีนตัวใดเป็นพิเศษ แต่หลัก ๆ การตรวจลักษณะนี้จะเป็นชุดทดสอบ โดยแต่ละครั้งจะราคาประมาณ 2,500 บาทขึ้นไป ซึ่งการตรวจก็ไม่ใช่ว่าจะตรวจแค่ยีนเดียว แต่ปัจจุบันทั่วโลกยังไม่มีการระบุว่า ควรต้องตรวจยีนท่อนไหน

    การตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นั้น ก็จะมีการตรวจเบื้องต้นก่อน หลังจากนั้นก็จะตรวจซ้ำหรือขึ้นอยู่กับกรณี เช่น หากตรวจได้ 2 ยีนในครั้งแรกปรากฎว่าผลเป็นบวก ก็ยืนยันได้ หรือหากตรวจ 2 ห้องปฏิบัติการ และใช้การตรวจคนละวิธี แต่ได้ผลเป็นบวกเหมือนกัน ก็ยืนยันได้เลย แต่หากผลเป็นลบในครั้งแรก ก็ขึ้นอยู่กับแพทย์ว่า หากยังสงสัยก็สามารถส่งตรวจได้อีกรอบ” ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพฯ กล่าว

    แหล่งข่าวจากแวดวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า จริง ๆ แล้วหากเป็นกลุ่มที่เข้าข่ายสงสัยเป็นโรคโควิด-19 คือ มีอาการไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจเหนื่อยหอบ ถ่ายเหลวท้องเสีย แน่นหน้าอก รวมทั้งมีประวัติการเดินทางไปประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือใกล้ชิดกับคนที่เคยเดินทางไปประเทศที่ประกาศเป็นประเทศเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฯลฯ ให้โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือหากไปรับบริการเองต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ แจ้งประวัติ ไม่ปกปิดข้อมูลใด ๆ

    “ที่สำคัญต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิรักษา ทั้งสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิข้าราชการ ซึ่งหากไปโรงพยาบาลตามสิทธิ จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หากไปโรงพยาบาลเอกชนก็จะต้องเสียค่าบริการ อย่างไรก็ตาม หากค่ารักษาแพงจนเกินไปสามารถร้องมาได้ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หรือโทร Call Center 02-193-7000 เพื่อเข้าตรวจสอบเรื่องนี้” แหล่งข่าวกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่าขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมงบประมาณเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ให้แก่ รพ.ที่ตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นเวลา 3 เดือน หลังจากนั้นจะใช้งบในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่จำนวนเท่าไหร่ยังอยู่ที่การพิจารณา คาดว่าจะแยกงบดังกล่าวออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวตามปกติ ซึ่งเป็นงบพิเศษกรณีโรคโควิด-19 โดยเฉพาะ

  3. สธ.ประกาศห้ามบุคลากรไปประเทศเสี่ยง ‘โควิด-19’ ส่วนเคส “ปู่วัย 65 ปี” ยังไม่ใช่ Super Spreader

    สธ.ประกาศห้ามบุคลากรไปกลุ่มประเทศเสี่ยงเด็ดขาดหากไม่จำเป็น หากไปต้องติดตาม 14 วัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ส่วนเคส “ปู่วัย 65 ปี” ยังไม่ใช่ Super Spreader ขณะที่โรงเรียนหลาน 8 ขวบ สั่งปิด 1 ห้องเรียน นร. 50 คนเฝ้าระวัง 14 วัน ห้ามเที่ยวนอกบ้าน สรุปยอดป่วยโควิด-19 ในไทยคงรักษาใน รพ. 16 ราย

    เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 นพ.สุขุม กาญจนพิมายปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการแถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า วันนี้ตรวจพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม 3 ราย อยู่ในครอบครัวเดียวกัน รายที่ 1 ชายไทย อายุ 65 ปี มีประวัติไปเที่ยวฮอกไกโด กลับมาแล้วไข้ 3 วัน ด้วยอาการไข้ ไอ ปอดอักเสบ รักษาที่ รพ.เอกชน ก่อนส่งมาที่ รพ.โรคทรวงอก รายที่ 2 เป็นภรรยาอายุ 62 ปี เดินทางไปเที่ยวด้วยกัน กลับมาแล้วมีไข้ ไอในวันที่ 3 ขณะนี้รักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ส่วนรายที่ 3 เป็นหลานชาย 8 ขวบ ไม่ได้ไปต่างประเทศ แต่ใกล้ชิดปู่ ย่า จึงติดเชื้อฯ อาการน้อย รักษาอยู่ที่สถาบันบำราศฯ ตอนนี้ติดตามคนสัมผัสสูงได้ทุกราย ทั้งหมดยังอาการปกติ สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รวมเคสล่าสุด สะสมอยู่ที่ 40 ราย วันนี้หายเพิ่ม 2 ราย รวมรักษาหายออกจาก รพ.แล้ว 24 ราย เหลือรักษาตัวใน รพ.16 ราย ส่วนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง สะสม 1,798 ราย ให้กลับบ้านและติดตามอาการ 1,247 ราย ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังอยู่ รพ. 551 ราย ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศห้ามบุคลากรไปกลุ่มประเทศเสี่ยงเด็ดขาดหากไม่มีความจำเป็น หากไปต้องติดตาม 14 วัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

    นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวรผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า ทีมสอบสวนกรมควบคุมโรค และ กทม.ลงพื้นที่โรงเรียนของผู้ป่วยเด็กวัย 8 ขวบพบว่าเด็กยังอยู่แต่ในห้องเรียน ดังนั้นครูและโรงเรียนจึงให้นักเรียนในชั้นประมาณ 50 คน หยุดเรียน 14 วัน ให้อยู่กับบ้านห้ามไปเที่ยวเล่นที่อื่น

    นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เหตุที่ผู้ป่วยชายรายล่าสุดยังไม่ถูกจัดเป็น Super Spreader ต้องเข้าใจความหมายก่อน คือคนที่มีความสามารถในการแพร่โรคให้คนจำนวนมาก ซึ่งโรคนี้โดยเฉพาะคนติดเชื้อ 1 คน แพร่เชื้อต่อได้ 2 คนกว่า ๆ ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงมาก หากไม่ควบคุมให้ดี จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเร็วมาก ๆ แล้ว Super Spreader คือคนที่แพร่ได้มากกว่าค่าเฉลี่ย จากเป็น 1 คนสามารถแพร่เชื้อต่อได้อีก 10-20 คน ซึ่งตอนนี้ที่สอบสวนโรคจากผู้ป่วยรายล่าสุดที่ทำให้เกิดการติดต่อสู่คนอื่นมีเพียง 1 ราย คือหลาน 8 ขวบ ส่วนอนาคตจะพบคนติดเชื้อเพิ่มหรือไม่ก็ยังเป็นเรื่องของอนาคต เพราะถึงแม้ว่าจะมีผู้สัมผัสรายนี้จำนวนมากแต่ยังไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านี้จะป่วย จึงยังไม่อาจจะเรียกว่า Super Spreader ตอนนี้เราจัดการติดตามผู้สัมผัสช่วง 14 วัน

    นพ.ธนรักษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีลูกชายของผู้ป่วยรายนี้ ซึ่งทำงานที่ธนาคารธนชาติ นั้น โดยหลักการสอบสวนโรค จะติดตามเฉพาะลูกชายที่ถือเป็นผู้สัมผัสผู้ป่วยเท่านั้น ไม่มีการติดตามพนักงานธนาคารคนอื่น ๆ ที่เป็นเพียงผู้สัมผัสของผู้สัมผัส เพราะโอกาสที่ผู้สัมผัสจะแพร่เชื้อไม่มี

    “ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขเตือนมาเป็นระยะว่าขอให้เลื่อนการเดินทางที่ไม่จำเป็นออกไป ถ้ากลับมาในช่วง 14 วัน ต้องรีบแจ้งประวัติ การปกปิดประวัติจะทำให้คนเดือดร้อนจำนวนมาก ระหว่างที่เฝ้าดูอาการตัวเองก็ต้องจำกัดคนที่จะมาสัมผัสเราโดยเฉพาะช่วงที่มีอาการแล้ว ส่วนใหญ่ก็คือคนที่เรารัก อย่างกรณีนี้คุณปู่ทำให้หลานป่วย”นพ.ธนรักษ์ กล่าวและว่า สำหรับพื้นที่ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศเฝ้าระวังมีจีน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน อิตาลี และอิหร่าน พร้อมจับตาพิเศษอีกหลายพื้นที่อาทิ สหรัฐอเมริกา

  4. ‘อนุทิน’ ลั่น หากยังพบเคสละเมิดคำแนะนำ ‘โควิด-19’ ประกาศกักตัวคุมโรค 14 วันแน่นอน

    ‘อนุทิน’ ขอคนไทยอย่าทำเป็นไม่รู้สึกรู้สา เห็นแก่ตั๋วเครื่องบินถูก เดินทางเข้าประเทศโรคโควิด-19 ระบาด ลั่น หากยังพบเคสละเมิดคำแนะนำ ประกาศกักตัวคุมโรค 14 วันแน่นอน

    ภายหลังกรณีพบผู้ป่วยชายเข้ารับการรักษาที่ รพ.บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ ด้วยอาการไข้ ไอ หลังเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น แต่เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง ก่อนจะยอมรับในภายหลัง ทำให้มีบุคลากรของ รพ.เป็นผู้เสี่ยงสูง 30 คน รวมถึงต้องมีการขยายผู้สัมผัสผู้ป่วยรายนี้ออกไปในวงกว้าง ทั้งที่โรงเรียนของหลาน ที่ทำงานพ่อของหลาน ผู้ร่วมเดินทางท่องเที่ยว และผู้โดยสารสายการบินเดียวกัน

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2563 เวลา 11.30 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วยนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

    นายอนุทิน กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (26 ก.พ.) ร่างประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งตนพร้อมลงนามเพื่อเสนอให้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 2-3 วันจึงประกาศใช้ ทั้งนี้ การประกาศก็เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ให้บุคลากรเปลี่ยนสภาพจากเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ทำงานโดยมีกฎหมายรองรับ สามารถปฏิบัติการหลายเรื่องโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตามปกติ ข้อจำกัดหลายอย่างจะถูกยกเว้นได้

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมามีการตรวจพบผู้ป่วยชาวต่างชาติซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเรือไดมอนปริ๊นเซส 2 คนเดินทางเข้ามาที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเจ้าตัวไม่ทราบว่าป่วย จึงต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบและเจรจาด้วยดีทำให้ทั้ง 2 คนเข้าใจ และเดินทางกลับโดยมีการตรวจและแยกที่นั่งพิเศษ เลี่ยงการสัมผัสคนอื่น ๆ ให้มากที่สุด ย้ำว่าตอนนี้ไทยยังไม่ได้สู่ระบาดระยะที่ 3

    "อย่างเคสที่ รพ.บี.แคร์ ต้องตำหนิ ที่ไม่ยอมทำตามคำแนะนำ เดินทางกลับมา มีไข้ ติดต่อคนในบ้าน ยังมีการสัญจรไปมา ตรงนี้ถ้าเราไม่เจอก่อนจะมีโอกาสเป็น Super Spreader หรือคนที่มีความสามารถในการแพร่โรคได้จำนวนมากได้ เราไม่อยากมีคุณลุง ที่เหมือนคุณป้าที่ต่างประเทศ โชคดีที่เราจับตัวได้ก่อน แค่คนเดียว ทำให้เราต้องไปติดตามคนอีกมากอาจจะถึงร้อยคน ทั้งคนที่ รพ. และโรงเรียนของหลานอีก" นายอนุทิน กล่าว และว่ากรณีที่ยังไม่ยอมบอกประวัติการเดินทางพื้นที่เสี่ยงนั้น จะเอาผิดหรือไม่ เดี๋ยวค่อยว่ากัน รอให้หายก่อน

    นายอนุทิน กล่าวอีกว่า อยากขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการทุกแห่ง ยังไม่อยากใช้กฎหมาย จึงขอให้เลื่อนการประชุมในประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะการไปท่องเที่ยว และขอวิงวอนสายการบินหยุดโปรโมชั่นตั๋วราคาถูกเพื่อให้คนไปเที่ยว ค่าตั๋วอาจถูกแต่ค่ารักษาแพง ค่าเสียโอกาสอีกมาก เกิดติดเชื้อแล้วอาจจะกลายเป็นการไปเที่ยวครั้งสุดท้าย ฉะนั้นขอให้เที่ยวไทยให้เงินหมุนสะพัดในประเทศ เพื่อช่วยเพื่อนร่วมชาติ ช่วยเศรษฐกิจไทย เรื่องนี้ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ไม่ใช่ให้ฝ่ายสาธารณสุขไล่เก็บอย่างเดียว

    “วันนี้เรายังไม่บังคับกักตัวเพื่อควบคุมโรค 14 วัน ยังเป็นการขอความร่วมมืออยู่ แต่ยังมีคนไม่รู้สึกรู้สา อวดดีคิดว่าแข็งแรง แหกคอก เอาตัวเองไปพื้นที่เสี่ยง เป็นการบั่นทอนกำลังใจคนทำงาน เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือให้ช่วยเจ้าหน้าที่ หากยังมีเหตุการณ์แบบนี้อีกก็จะใช้มาตรการทางกฎหมายกักตัวคุมโรค 14 วันทุกคน ทุกเที่ยวบินที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานง่ายมาก ส่วนเรื่องการชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ขอให้ดูสถานการณ์ ถ้ารักและห่วงกันจริง ๆ ควรคัดกรองคนมีไข้ จัดหาหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือให้ด้วย แต่ถ้า ณ วันนั้น มีสถานการณ์อะไรที่น่ากลัว อาจจะมีคนที่อยู่ระหว่างฟักตัวของเชื้ออาจใช้มาตรการณ์ทางกฎหมาย แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ขอให้เลื่อนไปก่อน” นายอนุทิน กล่าว

  5. นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : อัพเดตงานวิจัยกัญชา กุมภาพันธ์ 2020

    1. "กัญชาเสรี...นำมาสู่การเสพมากขึ้นในเด็ก ในผู้ชาย และผลกระทบต่อสุขภาพ"

    Shi Y และคณะ วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 8 ปี ใน 12 รัฐของสหรัฐอเมริกาที่ปลดล็อคกับรัฐอื่น ๆ ที่ไม่ปลดล็อค พร้อมเปรียบเทียบก่อนและหลังปลดล็อคกัญชา

    เสรีกัญชาทำให้อัตราการเสพกัญชาของประชาชนจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67-77 เมื่อเทียบกับก่อนปลดล็อค

    โดยเฉลี่ยแล้ว อัตราการเสพที่เพิ่มขึ้นนั้นพบในวัยเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ราว 2-3 เท่า ในขณะที่เพศชายจะมากกว่าเพศหญิง 2 เท่า

    ที่สำคัญคืออัตราการเกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นราว 4 เท่า

    2. "การเสพกัญชาเป็นประตูไปสู่ปัญหาการติดยาเสพติดอื่น ๆ ในอนาคต"

    งานวิจัยติดตามวัยรุ่นจำนวน 11,182 คนไปเป็นเวลายาวนานถึง 14 ปี ในสหรัฐอเมริกา

    ตอกย้ำให้เห็นว่า หากเริ่มเสพกัญชาตั้งแต่อายุน้อย ๆ โอกาสโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ติดยาเสพติดต่าง ๆ จะยิ่งมาก

    การเสพกัญชาเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดยาเสพติดในอนาคตถึงร้อยละ 33

    3. "หากพ่อได้รับสารเคมี THC ในกัญชาก่อนการปฏิสนธิ ก็พบว่าส่งผลเสียต่อการพัฒนาของระบบประสาทในลูกที่เกิดมา"

    เป็นงานวิจัยศึกษาในหนู พบว่าพ่อหนูที่ได้รับสาร THC ก่อนไปผสมพันธุ์กับเพศเมีย พอมีลูกหนูออกมา พบว่ามีความผิดปกติของการพัฒนาระบบประสาท และมีปัญหาของการทำงานของสารสื่อประสาท Cholinergic synaptic function

    ผลการวิจัยนี้เป็นเครื่องเตือนสติ ให้คนที่ริจะใช้กัญชา อาจต้องระแวดระวัง เพราะผลเสียมิใช่เกิดแค่ตนเอง แต่ส่งผลไปถึงลูกหลานได้ในระยะยาว

    4. "กัญชาอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์"

    คณะวิจัยในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ศึกษาข้อมูลย้อนหลังในหญิงตั้งครรภ์จำนวนกว่า 200,000 คน และดูประวัติการเสพกัญชาและปัญหาโรคซึมเศร้า วิตกกังวล การเกิดความรุนแรง/ประทุษร้ายต่อร่างกาย และการบาดเจ็บ

    ข้อมูลชี้ชัดว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติเสพกัญชานั้น มีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหาโรคโรคซึมเศร้า วิตกกังวล การเกิดความรุนแรง/ประทุษร้ายต่อร่างกาย และการบาดเจ็บ มากกว่าคนที่ไม่เสพกัญชาถึง 2-4 เท่า

    ...สังคมเราได้รับอิทธิพลจากการเมือง และแรงกดดันจากคนเชี่ยวชาญด้านปลุกกระแสสังคมผ่านเรื่องกิเลส ความกลัว ความโกรธเกลียด ความอยากได้อยากมี จนได้รับแต่ข้อมูลปั่นความเชื่องมงายในสรรพคุณที่เกินจริง...

    ...แต่ข้อมูลความรู้ที่มีอยู่เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการผลักดันยาเสพติดมาใช้วงกว้างในสังคมนั้น ยังสื่อสารสู่สาธารณะน้อยมาก...

    ยาวิเศษรักษาทุกโรคนั้น ไม่มีทางเป็นจริงครับ

    เรื่องนี้ต้องรู้เท่าทัน และช่วยกันดูแลลูกหลานในครอบครัวและคนใกล้ชิด

    รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    อ้างอิง

    1. Shi Y et al. The Association between Recreational Cannabis Commercialization and Cannabis Exposures Reported to the US National Poison Data System.Addiction. 2020 Feb 20. doi: 10.1111/add.15019.

    2. Nkansah-Amankra S. Revisiting the Association Between "Gateway Hypothesis" of Early Drug Use and Drug Use Progression: A Cohort Analysis of Peer Influences on Drug Use Progression Among a Population Cohort.Subst Use Misuse. 2020 Feb 20:1-10. doi: 10.1080/10826084.2020.1720245.

    3. Slotkin A et al. Paternal Δ9-Tetrahydrocannabinol Exposure Prior to Mating Elicits Deficits in Cholinergic Synaptic Function in the Offspring.Toxicol Sci. 2020 Feb 20. pii: kfaa004. doi: 10.1093/toxsci/kfaa004.

    4. Kelly C et al. Association of Depression, Anxiety, and Trauma With Cannabis Use During Pregnancy. JAMA Netw Open. 2020;3(2):e1921333. doi:10.1001/jamanetworkopen.2019.21333