Hfocus (เจาะลึกระบบสุขภาพ)

Hfocus.org
  1. ศิริราชแจงหลังข้อมูลคลาดเคลื่อน กรณีโควิด-19 ระบาดระลอก 2

    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชชี้แจงความเข้าใจหลังมีการเผยแพร่ข้อความคลาดเคลื่อน ระบุ “โควิด-19 ระลอก 2 มาแน่ ตายมากกว่าเดิม 1 เท่า” ทำตื่นตระหนก

    รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ตามที่มีการรายงานข่าว โพสต์และแชร์ในสื่อออนไลน์ ถึง ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่า “ระลอก 2 มาแน่ ตายมากกว่าเดิม 1 เท่า”นั้น อาจทำให้ประชาชนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนและก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด -19

    ในการนี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ขอชี้แจงว่า เนื่องจากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อใช้เวลานานและมีเนื้อหาฉบับเต็มมาก ทำให้สื่อที่นำวิดีโอไปเผยแพร่มีความจำเป็นต้องทำการตัดข้อความบางช่วงบางตอน เพื่อทำให้เกิดความกระชับและเข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่จากการตรวจสอบพบว่า จากการสัมภาษณ์ฉบับเต็มของ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่ต้องการจะเตือนประชาชนให้ร่วมกันเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 นั้นมีการยกตัวอย่างการระบาดรอบ 2 ของไข้หวัดใหญ่สเปนเมื่อ 100 ปีก่อนโดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่าการระบาดรอบแรกมากกว่า 1 เท่า มิใช่การคาดการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน การตัดต่อข้อความบางส่วนนั้นอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้

  2. อภ. พร้อมใช้โรงงานวัคซีน สระบุรีผลิต “วัคซีนโควิด19” ระดับอุตสาหกรรม

    องค์การเภสัชกรรม(อภ.)ร่วมหลายหน่วยงานเดินหน้าวิจัยพัฒนาวัคซีน โควิด-19 พร้อมใช้โรงงานวัคซีน สระบุรี ที่มีศักยภาพมาก เพื่อต่อยอดผลิตในระดับอุตสาหกรรม

    วันที่ 31 พ.ค. นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่า ในสถานการณ์โควิด -19 นั้น ภารกิจของ อภ. คือการผลิต จัดหา ยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกัน ที่สำคัญคือการร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อการวิจัยพัฒนาวัคซีนต้นแบบในหลายรูปแบบ ได้แก่ การให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ต้นแบบ 2 ชนิด คือชนิดวัคซีนอนุภาคเหมือนไวรัส (Virus-like particle) พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล และชนิดวัคซีนโปรตีนซับยูนิต (Subunit vaccine) พัฒนาโดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวัคซีนทั้ง 2 ชนิด นี้ ใช้เทคโนโลยีการใช้เซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งหากวัคซีนต้นแบบนี้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองได้ อภ.จะรับถ่ายทอดเทคโนโลยีมาเพื่อพัฒนาต่อในการขยายขนาดการผลิตเป็นวัคซีนตามมาตรฐาน GMP สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกต่อไป

    นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) เพื่อวิจัยพัฒนาวัคซีนชนิดเชื้อตายจากการตัดต่อยีนของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ SARS-CoV2 เข้าไปในยีนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Inactivated influenza virus-based COVID-19 vaccine) เพื่อเป็นเชื้อไวรัสตั้งต้นหากสำเร็จจะนำเชื้อไวรัสตั้งต้นนี้ผลิตเป็นวัคซีนโดยใช้เทคโนโลยีการใช้ไข่ไก่ฟักของอภ.ที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่อยู่เดิม เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาทางคลินิกต่อไป โดยคาดว่าการวิจัยพัฒนาวัคซีนทั้ง 3 ชนิด จะทราบผลเบื้องต้นในปลายปี 2563

    ผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 คณะผู้บริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประธานมูลนิธิไอเอสพีอี (ประเทศไทย) หรือ International Society for Pharmaceutical Engineering (ISPE Thailand) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (World Health Organization Regional Office for South-East Asia (SEARO) และผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านวัคซีน ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าและความพร้อมในการผลิตวัคซีนโควิดสำหรับใช้ในประเทศ ที่โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ของ อภ. ที่จ.สระบุรี จากการรับฟังข้อมูลและการดูพื้นที่ของโรงงานผลิตวัคซีนฯ คณะผู้บริหารสถาบันวัคซีนฯและคณะผู้เชี่ยวชาญต่างมีความเห็นว่าอภ.มีปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่มีศักยภาพและมีความพร้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบรรจุวัคซีนโควิด – 19 ที่สามารถทำในระดับอุตสาหกรรมได้ทันที

    “อภ.มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนโควิด– 19 เรามีโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นทุนเดิมที่มีศักยภาพและปัจจัยพื้นฐานหลายๆด้าน สามารถนำมาประยุกต์และก่อสร้างต่อยอดเพิ่มเติมเป็นโรงงานสำหรับผลิตวัคซีนโควิด– 19 ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านการวิจัย พัฒนาวัคซีน มีประสบการณ์การผลิตวัคซีนหลายชนิด มีเครื่องมือ เครื่องจักรที่ทันสมัย รองรับการผลิตทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและในระดับอุตสาหกรรม ได้ในหลายรูปแบบตามผลสำเร็จของการวิจัย และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งยังรอผลการวิจัยว่าจะได้วัคซีนต้นแบบชนิดไหนที่เหมาะสมที่สุดต่อการผลิตในระดับอุตสาหกรรม” นพ.วิฑูรย์ กล่าว

  3. สบส.ย้ำคลินิกเสริมความงาม “ฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์” ทำได้แต่ต้องเข้มมาตรการคุมโควิด-19

    รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เผยกรณีหมอนวดไทยกลับจากตปท. มีมาตรการเข้มพร้อมตรวจเชื้อซ้ำก่อนให้บริการ ส่วนคลินิกเสริมความงามเปิดบริการเต็มรูปแบบ ทำหน้า-ฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

    เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวถึงแนวปฏิบัติของร้านนวด ร้านสปา ในมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 ว่า ปัจจุบันร้านนวด ร้านสปา มีทั้งหมด 10,500 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นร้านนวด 9,400 แห่ง ร้านสปา 900 แห่ง ร้านนวดเพื่อเสริมความงามอีก 200 แห่ง โดยส่วนนี้กรมฯ มีบทบาทในการเตรียมความพร้อมเพื่อแนะนำผู้ประกอบการ ซึ่งต้องมีการจัดเตรียมสถานที่อุปกรณ์ให้เกิดความพร้อม ทั้งหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย มีการเตรียมเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ จัดดูแลอุปกรณ์วัดอุณหภูมิผู้รับบริการ และผู้ให้บริการก่อนเข้าร้าน รวมทั้งต้องให้คำแนะนำผู้รับบริการทุกครั้งว่าต้องทำอย่างไรเมื่อยู่ในร้านนวด ร้านสปา ที่สำคัญต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร เป็นต้น นอกจากนี้ ในส่วนการชำระเงินจะส่งเสริมให้จ่ายผ่านทางออนไลน์แทน

    “ส่วนผู้รับบริการก็ต้องให้ความร่วมมือทุกอย่างเพื่อเป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ในร้านสปาจะต้องมีผู้ดำเนินการ ขณะที่ร้านนวดจะมีพนักงานต้อนรับ ทำหน้าที่สอบถามบันทึกข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน คัดกรอง ผู้บริการทุกรายตามแบบฟอร์มที่กำหนด ควบคุมดูแลการบริการอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และที่สำคัญผู้ให้บริการต้องสวมหน้ากากอนามัย และFace shield หรือแว่นตาทุกครั้งที่ให้บริการ งดการพูดคุยระหว่างการให้บริการ และยังมีแนวทางของพนักงานทำความสะอาด โดยปอกหมอน ผ้าคลุมเตียง ห้ามสะบัดผ้าเด็ดขาด ให้ม้วนๆ นไปทำความสะอาด” ทพ.อาคม กล่าว และว่า สิ่งสำคัญผู้ประกอบการต้องมีการประเมินสถานประกอบการทุกครั้งว่า พร้อมเปิดหรือไม่ผ่านเว็บไซต์ สบส. นอกจากนี้ ขอย้ำว่า หากผู้รับบริการเป็นลูกค้าต่างชาติต้องคัดกรองเป็นพิเศษ

    ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีพนักงานนวดที่กลับจากต่างประเทศพบติดเชื้อโควิด19 ทำให้เกิดข้อกังวลว่า ผู้ให้บริการนวดไทยจะมีความเสี่ยงด้วยหรือไม่ และจะมีมาตรการสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร ทพ.อาคม กล่าวว่า ผู้ให้บริการนวดมีจำนวน 150,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งขึ้นทะเบียนผ่านสบส. โดยก่อนให้บริการจะมีการคัดกรองผู้ให้บริการทุกคนว่าไม่มีเชื้อ และไม่มีลักษณะ หรืออาการบ่งชี้ เช่น มีไข้ และต้องดูแลตัวเองสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไทยที่เป็นพนักงานนวดกลับจากต่างชาติ ตรงนี้ขอย้ำว่า ก่อนเข้ามาต้องมีการกักตัว 14 วัน และตามมาตรการของรัฐต้องมีการตรวจสุขภาพว่า ไม่มีอาการป่วย หรือหากมีอาการไม่สบายเล็กน้อยแต่อาจไม่ใช่โควิด ทางร้านจะต้องไม่ให้เป็นผู้ให้บริการอย่างแน่นอน ที่สำคัญขณะนี้ “นวดไทย” เป็นมรดกโลกด้วย จึงต้องขอความร่วมมือช่วยกันทั้งหมด

    เมื่อถามถึงสถานเสริมความงามกรณีฉีดโบท็อกซ์ฉีดฟิลเลอร์ทำได้หรือไม่ ทพ.อาคม กล่าวว่า เป็นข่าวดีมาตรการผ่อนปรนระยะ 3 ได้ปลดล็อกให้เปิดบริการได้ตามปกติในทุกส่วน รวมทั้งใบหน้า แต่อย่างไรก็ตาม การไปรับบริการก็ต้องดูว่า เรามีร่างกายแข็งแรง และต้องทำตามมาตรการของสถานบริการนั้นๆด้วย

  4. สถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษป่วยกว่า 3.1 หมื่นราย อายุพบมากสุด 15-24 ปี

    กรมควบคุมโรคแนะยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” ป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ กินอาหารปรุงสุกใหม่ กรณีเก็บไว้นานเกิน 2 ชม.ต้องอุ่นก่อนรับประทาน

    เมื่อวันที่ 31 พ.ค. นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษในประเทศไทย ปี 2563 พบผู้ป่วยแล้ว 31,890 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ 15-24 ปี รองลงมาคือ อายุมากกว่า 65 ปี และ 25-34 ปี ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานพบผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษเป็นกลุ่มก้อน 2 เหตุการณ์ ไม่มีผู้เสียชีวิต คือ จังหวัดพะเยา พบในชุมชน มีผู้ป่วย 79 ราย อาหารสงสัยที่เป็นสาเหตุของการระบาด คือ ลาบเนื้อดิบ และจังหวัดจันทบุรี พบในเรือนจำ มีผู้ป่วย 103 ราย อาหารสงสัย ได้แก่ ปลาร้า หน่อไม้ ปูแสมดอง

    นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าในช่วงนี้มีโอกาสพบผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อน อาจทำให้อาหารบูดหรือเน่าเสียได้ง่าย ประกอบกับพฤติกรรมการทำอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ หรืออาหารสำเร็จที่ปรุงมาเป็นระยะเวลานานแล้วไม่นำมาอุ่นก่อนรับประทาน กรมควบคุมโรค ขอแนะนำให้ยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” โดยรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ อาหารที่เก็บไว้นานเกิน 2 ชั่วโมงต้องนำมาอุ่นก่อนรับประทานทุกครั้ง เลือกบริโภคอาหาร น้ำดื่ม และน้ำแข็งที่สะอาด ไม่รับประทานอาหารที่ปรุงจากสัตว์หรือพืชที่มีพิษ เลือกซื้อวัตถุดับที่สด สะอาดและมีคุณภาพ ใช้ช้อนกลางส่วนตัวตักอาหารเมื่อรับประทานร่วมกัน และก่อนหยิบจับอาหารควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

    สำหรับผู้ประกอบอาหารต้องหมั่นดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและปรุงอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ เช่น ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ใช้หน้ากากอนามัยปิดจมูกและปาก สวมหมวกคลุมผม เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคไปสู่อาหาร สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ จะคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ ปวดศีรษะ คอแห้งกระหายน้ำ อาจมีไข้ได้ ในรายที่มีอาการถ่ายอุจจาระมาก ผู้ป่วยอาจมีภาวะช็อกหมดสติได้ การช่วยเหลือเบื้องต้น ควรให้จิบสารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส บ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

  5. แพทย์แผนไทยชูสมุนไพร “หญ้าดอกขาว-มะนาว” ช่วยเลิกบุหรี่

    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำชาหญ้าดอกขาว หรือเคี้ยวมะนาว ช่วยลดความอยากบุหรี่ พร้อมตัวอย่างงานวิจัยรองรับ

    นพ.สรรพงศ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งคำขวัญประจำปี 2563 คือ ติดบุหรี่ ติดโควิด เสี่ยงตายสูง เลิกสูบลดเสี่ยง กรมการแพทย์แผนไทยฯ เล็งเห็นความสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนเลิกสูบบุหรี่อย่างจริงจัง เพราะการสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ใช่แค่ทำร้ายสุขภาพของผู้สูบ ยังทำร้ายผู้ที่สูดดมควันจากบุหรี่ หรือที่เรียกว่า ควันบุหรี่มือสอง ซึ่งควันจากบุหรี่ทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุสำคัญ ในการเกิดโรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลมอักเสบ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต และหากติดเชื้อไวรัสโควิค-19 เข้าไปอีก จะทำให้เกิดอาการปอดอักเสบอย่างรุนแรงได้

    สำหรับสมุนไพรที่อยากแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเลิกบุหรี่ คือ ชาชงหญ้าดอกขาว เป็นสมุนไพร ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น เช่น หญ้าหมอน้อย หญ้าละออง หรือถั่วแฮะดิน หญ้าดอกขาวมีสารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างสูง อีกทั้ง มีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เทอร์พีน สเตอรอล และสารกลุ่มไกลโคไซด์ ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ลิ้นฝาดหรือชา ช่วยลดความอยากสูบบุหรี่

    จากการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบประสิทธิผลของหญ้าดอกขาวกับยาหลอกในรูปแบบชาชง พบว่า กลุ่มผู้ที่ใช้ชาชงหญ้าดอกขาวสามารถช่วยลดการสูบบุหรี่ได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ยาหลอก และหลังจากดื่มชาชงหญ้าดอกขาวแล้วไปสูบบุหรี่ พบว่า รสชาติบุหรี่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนทำให้ไม่รู้สึกอยากสูบบุหรี่ วิธีใช้ชาหญ้าดอกขาว เพื่อลดความอยากบุหรี่ คือ ใช้หญ้าดอกขาวแห้งปริมาณ 2 กรัม ต่อน้ำร้อน 120-200 มิลลิลิตร แช่ไว้ 5-10 นาที ดื่มหลังอาหารทันที วันละ 3-4 ครั้ง ข้อควรระวัง คือ การใช้ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และโรคไต ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เนื่องจากชาหญ้าดอกขาวมีสารโพแตสเซียมปริมาณที่สูง อาจส่งผลให้อาการของโรคกำเริบได้ อาการไม่พึงประสงค์อย่างเช่น ปากแห้ง คอแห้ง เป็นต้น

    นอกจากชาชงหญ้าดอกขาวแล้ว ยังมีสมุนไพรใกล้ตัวในครัวเรือนที่ทุกคนรู้จักกันดี ช่วยลดความอยากสูบบุหรี่ได้ คือ มะนาว วิธีใช้ง่าย ๆ เพียงหั่นมะนาวทั้งเปลือก เป็นชิ้น ๆ พอคำ นำมารับประทานเมื่อมีความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ สารสำคัญในเปลือกมะนาวมีผลต่อการทำงานของต่อมรับรสขม ทำให้รสชาติของบุหรี่เปลี่ยนไป ซึ่งจะช่วย ลดความอยากสูบบุหรี่ได้เช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจอยากจะเลิกบุหรี่ สามารถขอคำแนะนำหรือรับบริการได้ที่โรงพยาบาลที่มีการให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยกว่า 500 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งสามารถติดต่อใช้บริการ ได้ตามสถานพยาบาลใกล้บ้านท่าน และท่านที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล สามารถติดต่อที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน สอบถามข้อมูลได้ที่ 0 2224 3261-3