Hfocus (เจาะลึกระบบสุขภาพ)

  1. แพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยนวัตกรรมตรวจสมองเสื่อมแฝง รู้ตัวล่วงหน้า 10 ปี ชะลออัลไซเมอร์ยามสูงวัย

    แพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยนวัตกรรมตรวจสมองเสื่อมแฝง รู้ตัวล่วงหน้า 10 ปี ชะลออัลไซเมอร์ยามสูงวัย

    ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษานวัตกรรมตรวจเลือดหาสารบ่งชี้อาการสมองเสื่อมแฝง รู้ล่วงหน้า 10 ปี เตรียมตัวเพื่อชะลออาการอัลไซเมอร์เมื่อสูงวัย

    อัลไซเมอร์ โรคที่หลายคนภาวนาว่าอย่าได้กล้ำกรายมาใกล้ตัวและคนใกล้ชิดเลย แต่เมื่อดูบริบททางสังคมวันนี้แล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด เพราะโรคนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเราอายุ 60 ปีขึ้นไป ดังนั้น ยิ่งสังคมของเราเป็นสังคมสูงวัย อุบัติการณ์ของการเกิดโรคสมองเสื่อมก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย 

    ปัจจุบัน จำนวนผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมทั่วโลกมีราว 50 ล้านคน เฉพาะในประเทศไทย พบผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมประมาณ 7 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้ 5 แสนคนเกิดจากโรคอัลไซเมอร์!  หากไม่มีมาตรการ ทั้งส่วนบุคคลและสังคมในการชะลอหรือป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อม จำนวนผู้ป่วยก็จะเพิ่มขึ้น ดังที่มีการคาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีประชากรสูงวัยที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในสามสิบปี! ภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หาย หนทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหรือชะลอการเกิดโรคให้ช้าที่สุด

    นพ.ภูษณุ ธนาพรสังสุทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ และหัวหน้าโครงการนวัตกรรมการตรวจเลือดวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวทางการป้องกันอัลไซเมอร์ว่า

    “โรคอัลไซเมอร์มีระยะฟักตัว 10 – 15 ปี ก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการ เรียกได้ว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์แฝง ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใด ๆ สามารถทำงานได้ตามปกติ จนเมื่อการดำเนินโรคไปถึงจุดที่อาการเริ่มปรากฎ ผู้ป่วยก็สูญเสียเนื้อสมองไปมากแล้ว ตอนนั้นก็ยากจะฟื้นฟูหรือกู้สุขภาวะของสมอง แต่ตอนนี้ เรามีวิทยาการทางการแพทย์ที่ช่วยให้เราสามารถตรวจพยาธิสภาพของโรคอัลไซเมอร์ได้ล่วงหน้าก่อนเข้าสู่วัยเกษียณ เพื่อที่เราจะได้ดูแลตัวเองเพื่อป้องกันอาการสมองเสื่อมก่อนที่จะเกิดอาการ”

     

    สูงวัยเสี่ยงสมองเสื่อม

    สมองเสื่อมเกิดได้จากหลายสาเหตุและหลายโรค โรคที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของภาวะสมองเสื่อมคืออัลไซเมอร์  รองลงมาคือโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์นั้นเกิดมาจากหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม มลภาวะ และความเครียด ฯลฯ อาการสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์มักเกิดกับผู้สูงอายุในช่วง 60 ปีขึ้นไป โดย 1 ใน 16 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ ในขณะที่ผู้มีอายุ 80 ปีขึ้นไป อัตราส่วนของการพบผู้ป่วยโรคนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 6 คน 

    “ยิ่งคนอายุยืนขึ้น โอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมก็ยิ่งมากขึ้น”

    ภาวะสมองเสื่อมเริ่มต้นจากอาการหลง ๆ ลืม ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา เมื่อมีอาการมากขึ้น ผู้ป่วยจะช่วยตัวเองได้น้อยลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองอย่างที่เคยเป็นมา ทำให้ต้องมีผู้คอยดูแลตลอดเวลา และเมื่อการดำเนินโรคมาถึงระยะท้าย ผู้ป่วยก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อต่าง ๆ ได้

    “โรคนี้เป็นฝันร้ายของคนที่ป่วยเพราะทำให้ตัวตนที่สั่งสมมาหายไป การใช้ชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างในครอบครัว” อ.นพ.ภูษณุ กล่าว

    พยากรณ์สมองเสื่อมแฝงก่อนเกิดอาการ

    โดยทั่วไป การตรวจโรคอัลไซเมอร์ก่อนแสดงอาการมี 2 วิธี ได้แก่

    1. PET Scan (Positron Emission Tomography Scan) เป็นเทคโนโลยีการตรวจโรคทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โดยใช้ภาพวินิจฉัยการทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อภายในร่างกาย ค่าใช้จ่ายในการตรวจค่อนข้างแพง และใช้เวลาในการตรวจให้ครบ 2-3 วัน
    2. การเจาะน้ำไขสันหลัง เป็นการตรวจวัดระดับโปรตีนที่ก่อโรคอัลไซเมอร์โดยการเจาะน้ำไขสันหลัง ซึ่งในประเทศไทยต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น วิธีการนี้มีผู้เข้าถึงและเข้ารับการตรวจน้อยเนื่องจากหลายคนกลัวเจ็บจากกระบวนการเจาะน้ำไขสันหลัง

    แต่ปัจจุบัน อ.นพ.ภูษณุ เผยว่าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ จุฬาฯ ใช้เทคนิคทางอิมมูนวิทยาหรือวิทยาภูมิคุ้มกันในการตรวจเลือดแทนการเจาะน้ำไขสันหลัง โดยใช้เครื่องตรวจที่มีชื่อว่า Simoa (Single molecule array) และเครื่อง LC-MS (Mass spectrometer) เพื่อตรวจสาร Phosphorylated Tau ในเลือด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัลไซเมอร์แฝง และสาร Neurofilament light chan ซึ่งเป็นการตรวจการสูญเสียเนื้อสมอง

    วิธีนี้ช่วยตอบโจทย์ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายที่ย่อมเยากว่า ลดความซับซ้อนและความเจ็บในการตรวจหาภาวะสมองเสื่อมแฝง และยังได้ผลการตรวจที่แม่นยำอีกด้วย

    “วิธีเจาะเลือดตรวจสารโปรตีนที่ก่อโรคอัลไซเมอร์เป็นวิธีใหม่ที่มีความคุ้มค่า ผลการตรวจมีความแม่นยำถึง 88 % ใกล้เคียงกับการตรวจด้วยเทคนิคที่ใช้ในต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายในการตรวจก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับวิธีการตรวจแบบเดิมที่ใช้อยู่ ที่สำคัญยังเป็นการเพิ่มอัตราการเข้าถึงการบริการที่ง่ายกว่าวิธีเดิมด้วย” อ.นพ.ภูษณุ เผยข้อดีของการเจาะเลือดตรวจอัลไซเมอร์แฝง พร้อมอธิบายเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการตรวจว่า “การตรวจก็ง่ายและปลอดภัย ผู้รับการตรวจไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนเข้ารับการเจาะเลือด ซึ่งพยาบาลหรือนักเทคนิคการแพทย์จะเจาะเลือดเพียง 10 ซีซีเท่านั้นและเป็นการตรวจเพียงครั้งเดียว ส่วนการวิเคราะห์ผลใช้เวลา 2 เดือนเท่านั้น”

    นอกจากนี้ ผู้รับการตรวจเลือดยังต้องทำแบบทดสอบความสามารถของสมองควบคู่ไปด้วย เพื่อดูต้นทุนทางสมองว่าอยู่ในระดับไหน

    “ผู้ที่มีต้นทุนทางสมองที่ดี แม้จะมีโรคอัลไซเมอร์หรือโรคอื่น ๆ แฝงก็จะไม่แสดงอาการออกมา” อ.นพ.ภูษณุ กล่าว

    ผลจากการตรวจเลือดจะนำไปประมวลกับผลการทำแบบทดสอบก่อนจะแปรผลรวมอีกครั้ง ซึ่งกระบวนการทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแปรผล มีความซับซ้อน และต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น!

    ดูแลตัวเองเสียแต่วันนี้  ลดโอกาสสมองเสื่อมแฝง

    ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม มลภาวะ และอายุที่มากขึ้น หากดูแลตัวเองได้ดี ลดปัจจัยเสี่ยงเสริมต่าง ๆ ก็อาจจะลดโอกาสการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ถึง 40% ทั้งนี้ อ.นพ.ภูษณุ แนะนำวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม ได้แก่

    ดูแลสุขภาพไม่ให้เป็นโรค NCDs เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ หรือหากเป็นแล้วก็รักษาและควบคุมโรคประจำตัวดังกล่าวให้ดี ผู้ที่มีอาการหูหนวก หูตึง จะทำให้สมองไม่ได้รับการกระตุ้น ส่งผลให้สมองเสื่อมได้ง่าย จึงควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษา ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนช่วยป้องกันอาการสมองเสื่อม เช่น ผักและผลไม้ เนื้อสัตว์ควรเป็นอาหารทะเล งดของหวาน ของเค็ม ของทอด ทานไขมันจากพืช เช่น น้ำมันมะกอกหรือ ถั่วชนิดต่าง ๆ ฯลฯ งดสูบบุหรี่ ลดหรืองดการดื่มสุรา

    “สิ่งสำคัญที่สุดคือควรออกกำลังกายทุกวัน ๆ ละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง การออกกำลังกายสามารถลดภาวะสมองเสื่อมได้ เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายสร้างสารฟื้นฟูสมอง” อ.นพ.ภูษณุ กล่าวทิ้งท้าย

    อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่แต่ละคนจะดูแลเพื่อรักษาสุขภาพกายและสมองของตัวเองได้แล้ว ยังมีมีปัจจัยเสี่ยงทางสังคมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ มลภาวะทางอากาศ โรคซึมเศร้า รวมถึงความเปล่าเปลี่ยวทางสังคมที่มาจากการใช้ชีวิตลำพังของผู้สูงวัย เหล่านี้ก็ส่งผลต่อโอกาสการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้เช่นกัน ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ต้องการความร่วมมือร่วมใจของคนในสังคมที่จะช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมและความสัมพันธ์ เพื่อให้เราห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ไปด้วยกัน

     

    ผู้สนใจรับบริการตรวจเลือดหาสารโปรตีนที่ก่อโรคอัลไซเมอร์แฝง สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เพจศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ https://www.facebook.com/trceid

    อ้างอิงข้อมูล : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    hfocus team tipe Thu, 12/08/2022 - 19:58
  2. ห่วง! เด็กเล็กฉีดวัคซีนลดลงอาจเกิดการระบาดของโรคหัด โรคคอตีบ โรคไอกรนได้ 

    ห่วง! เด็กเล็กฉีดวัคซีนลดลงอาจเกิดการระบาดของโรคหัด โรคคอตีบ โรคไอกรนได้ 

    กรมควบคุมโรค เผย ความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนในเด็กเล็กลดลง อาจก่อให้เกิดการระบาดของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนขึ้นได้ เช่น โรคหัด โรคคอตีบ โรคไอกรน องค์การอนามัยโลก (WHO) กับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ได้ออกประกาศเตือนการลดลงของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด กำลังทำให้โรคหัดระบาดได้ง่ายและกลายเป็นภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นได้ทั่วโลก แนะผู้ปกครองรีบพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนตามกำหนด

    วันนี้ (8 ธันวาคม 2565) นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากที่ประเทศไทยมีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้จำเป็นต้องประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมการระบาดของของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งส่งผลให้ความครอบคลุมการได้รับวัคซีนในกลุ่มเด็กตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคลดลงไปด้วย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว สถานพยาบาลจำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้เข้ารับบริการหรือลดความถี่ในการบริการฉีดวัคซีนเด็ก รวมถึงผู้ปกครองอาจมีความกังวลในการพาบุตรหลานไปรับการฉีดวัคซีนในสถานพยาบาล ซึ่งความครอบคลุมการได้รับวัคซีนลดลง อาจก่อให้เกิดการระบาดของโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนขึ้นได้ เช่น โรคหัด โรคคอตีบ โรคไอกรน เป็นต้น  ซึ่งสอดคล้องกับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ได้ออกประกาศเตือนทุกประเทศว่าการลดลงของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด กำลังทำให้โรคหัดซึ่งเป็นโรคทางเดินหายใจที่ระบาดได้ง่าย กลายเป็นภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในทุกภูมิภาค โดยโรคหัดทำให้เกิดอาการไข้ ตาแดง ไอ ผื่นแดงขึ้นกระจายทั่วตัว ในเด็กเล็กอาจมีภาวะปอดบวมแทรกซ้อนจนเสียชีวิตได้

    นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวเสริมว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้มีแผนเร่งรัดการฉีดวัคซีนตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยกรมควบคุมโรคได้มีการลงพื้นที่เพื่อหารือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในเรื่องกลยุทธ์การเร่งรัดฉีดวัคซีนในกลุ่มเป้าหมายเด็ก จากการติดตามผลบริการฉีดวัคซีนภาพรวมได้ลดลงทุกวัคซีน เช่น ในเดือนตุลาคม 2565 พบความครอบคลุมการฉีดวัคซีนหัดเข็มที่ 1 เป็นร้อยละ 86 และเข็มที่ 2 เป็นร้อยละ 82 ซึ่งได้ลดลงจากปี 2562 ซึ่งพบความครอบคลุมการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ร้อยละ 92 และเข็มที่ 2 ร้อยละ 90 ตามลำดับ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการเนื่องจากโรคหัดเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจที่เกิดการแพร่เชื้อได้ง่ายมากและจะเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากมีการติดเชื้อในกลุ่มเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมด้านวัคซีนป้องกันโรคหัดไว้แล้ว โดย สปสช. จะเป็นผู้สนับสนุนวัคซีนหัดในเด็กเล็ก ซึ่งสามารถรับวัคซีนเข็มที่ 1 ได้เมื่ออายุ 9 เดือน และรับวัคซีนเข็มที่ 2 ได้เมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง และกรมควบคุมโรคจะเป็นผู้สนับสนุนวัคซีนหัดในผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้ทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถติดต่อขอรับบริการฉีดวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลของรัฐใกล้บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ศาสตราจารย์แพทย์หญิงธันยวีร์ ภูธนกิจ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อได้กล่าวว่า ไวรัสโรคหัดติดต่อได้ง่ายมาก ผ่านได้ทั้งทางฝอยละอองขนาดเล็กที่ฟุ้งในอากาศและการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย อาการแสดงของโรคหัดจะเริ่มจากไข้ ตาแดง ไอ ต่อมาผื่นแดงขึ้นกระจายทั่วตัว ในเด็กเล็กอาจมีภาวะปอดบวมแทรกซ้อน การรับวัคซีนโรคหัดเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด โดยกระทรวงสาธารณสุข มีวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน ให้กับเด็กทุกคน โดยเริ่มฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่ อายุ 9 เดือนขึ้นไป ซึ่งการได้รับวัคซีนครบสองเข็มจะป้องกันโรคหัดได้มากกว่าร้อยละ 97 จึงขอเชิญชวนให้พ่อแม่ผู้ปกครองนำบุตรหลานมารับวัคซีนให้ครบตามกำหนด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร. 1422

     

     

    *สามารถกดติดตาม และแชร์ข่าวสำนักข่าว Hfocus ที่ https://www.facebook.com/Hfocus.org

    editor team nisa Thu, 12/08/2022 - 19:53
  3. ปชป. จี้นายกฯ นำกัญชา กลับคืนยาเสพติด

    ปชป. จี้นายกฯ นำกัญชา กลับคืนยาเสพติด

    ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยแถลงการณ์ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยกรณีข้อห่วงใยผลกระทบกัญชาต่อเด็กและเยาวชน พร้อมเรียกร้อง “พล.อ.ประยุทธ์” นำกัญชากลับคืนเป็นยาเสพติด

     

    เมื่อวันที่  8 ธ.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายบัญญัติ เจตนจันทร์ พร้อมด้วย นายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายประกอบ รัตนพันธ์ และน.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวผลกระทบกัญชาต่อเด็กและเยาวชน

    นพ.บัญญัติ กล่าวว่า การปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ที่ผ่านมาแล้ว 6 เดือน พบว่ามีเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบ   โดยพรรคประชาธิปัตย์รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพเด็กและเยาวชน ที่อายุไม่ถึง 20 ปี ที่จะได้รับผลกระทบต่อสมอง เช่น พัฒนาการล่าช้า ปัญหาพฤติกรรม ไอคิวลดลง ส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจ เช่น มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคจิตเภท เสี่ยงต่อการติดสารเสพติดชนิดอื่น ๆ รวมถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วย และสนับสนุน แถลงการณ์ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมกุมารประสาทวิทยา (ประเทศไทย) ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย ชมรมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กแห่งประเทศไทย ที่มีความห่วงใยและตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น จึงมีคำแนะนำเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดจากกัญชาต่อเด็กและวัยรุ่น จึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดำเนินการ 5 ข้อ ดังนี้

    1. เด็กที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ไม่ควรเข้าถึงและบริโภคกัญชา เนื่องจากสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ และกัญชามีสาร THC ที่มีผลต่อสมองเด็กในระยะยาว ดังนั้น เด็กจึงไม่ควรได้รับ THC ยกเว้นกรณีมีความจำเป็นทางการแพทย์ เช่น ประกอบการรักษาประคับประคองผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย โรคลมชักรักษายาก ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

    2. ให้มีการประชาสัมพันธ์กับประชาชนเรื่องโทษของการใช้กัญชากับสมองเด็ก เพื่อให้เกิดความตระหนักต่อการเข้าถึงกัญชาในเด็กและวัยรุ่นเพื่อนันทนาการว่ากัญชาเป็นสารที่มีฤทธิ์เสพติด ส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตในระยะเฉียบพลัน และอาจรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ รวมถึงมีผลกระทบในระยะยาวต่อสมอง ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองที่กำลังพัฒนา

    3. ให้มีมาตรการควบคุม การผลิต และขายอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีกัญชาผสม และให้มีเครื่องหมาย/ ข้อความเตือนอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้ในเด็กและวัยรุ่น โดยระบุ "ห้ามเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริโภค"

    4. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์ ควบคุมไม่ให้มีการจงใจออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม เช่น ภาพการ์ตูน หรือใช้คำพูดสื่อไปในทางให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นอาหารหรือขนมที่เด็กและวัยรุ่นบริโภคได้

    5. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการติดตามผลกระทบของกัญชาต่อเด็กอย่างต่อเนื่องและจริงจังหลังจากใช้กฎหมายกัญชาเสรี

    นพ.บัญญัติ กล่าวอีกว่า ขอเรียนถามนายกรัฐมนตรีว่า ท่านได้ประเมินผลที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงสาธารณสุข ประกาศปลดล็อคกัญชาเสรี จนกระทั่งเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสมองหรือไม่ และนายกรัฐมนตรีจะทบทวนนโยบายกัญชาเสรีอย่างไร

    “เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และรัฐบาล นำกัญชากลับเข้าไปบรรจุในบัญชียาเสพติดอีกครั้ง ส่วนที่มีคนกล่าวหาว่า ผมและพรรคประชาธิปัตย์ จัดฉากให้เด็ก 9 ขวบ และ 10 ขวบสูบกัญชา ริมหาดพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อหวังผลทางการเมือง  ขอปฏิเสธอีกครั้งว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่โพสต์เรื่องนี้ก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้ว ดังนั้น ผู้ที่กล่าวหาก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองพูดด้วย” นพ.บัญญัติ กล่าว

    ด้าน นายพิสิฐ กล่าวว่า ในสภาคนบางคนพูดว่า หากเราไปเลิกกัญชาเสรีจะมีผลเสียหายทางเศรษฐกิจนับหมื่นล้านบาท แต่ตนคิดว่าความสูญเสียนั้น อาจเป็นของนายทุนบางรายหรือไม่ จึงเรียกร้องนายกฯ สั่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ยกเลิกการปลดล็อกเสรี ให้กลับมาอยู่ที่เดิม  

    presscomdivi Thu, 12/08/2022 - 18:12
  4. 5 หน่วยงานด้านสาธารณสุขไทย ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    5 หน่วยงานด้านสาธารณสุขไทย ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    สปสช.- อย.- อภ.- สถานเสาวภา - ศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี ร่วมมือองค์การอนามัยโลก สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการและสำรองยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษให้กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจัดหาและส่งยาต้านพิษรักษาผู้ป่วยภาวะฉุกเฉิน และจัดซื้อจัดหายาเพื่อเตรียมพร้อมใช้ในภาวะปกติ

    วันนี้ 8 ธันวาคม 2565 ที่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เรื่อง การประสานงาน สนับสนุนข้อมูล และการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการและสำรองยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษให้กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่าง ศ.กิตติคุณ นพ.วิศิษฏ์ สิตปรีชา ผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม โดยมี ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารจากหน่วยงานคู่สัญญา ร่วมเป็นสักขีพยาน

    ทั้งนี้ จะร่วมกับองค์การอนามัยโลกสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) ดำเนินโครงการบริหารจัดการและสำรองยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษให้กับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Initiative for Coordinated Antidote Procurement in South-East Asia Region-iCAPS) เพื่อจัดหายาต้านพิษใน 2 ลักษณะ คือ 1) จัดหาและส่งยาต้านพิษเพื่อรักษาผู้ป่วยภาวะฉุกเฉิน 2) ร่วมกันจัดซื้อ จัดหายาเพื่อเตรียมให้พร้อมใช้ในภาวะปกติ โดยแต่ละหน่วยงานมีบทบาท ดังนี้

    ศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จะประสานงานระหว่างหน่วยงาน และผู้แทนจาก WHO SEARO สนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญวิชาการด้านพิษวิทยาและเภสัชวิทยาคลินิก เพื่อร่วมวางแนวทางในการบริหารจัดการยาและการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะฉุกเฉิน และการสำรองยาทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน และเป็นที่ปรึกษาในการพิจารณาให้การรักษาด้วยยาต้านพิษในผู้ป่วยภาวะพิษฉุกเฉิน ติดตามประเมินผลการรักษา และสถิติที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่ได้รับยา รวมถึงกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งหน่วยงานในต่างประเทศไม่สามารถชำระค่ายาได้ศูนย์พิษวิทยาจะเป็นผู้รับผิดชอบ

    สปสช. จะจัดทำแผนการจัดหายากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษประจำปี ร่วมกับแผนความต้องการยาในประเทศของเครือข่ายความร่วมมือ และกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนที่หน่วยงานในต่างประเทศไม่สามารถชำระค่าสินค้าได้ตามกำหนดเวลา จะแจ้งเครือข่ายโรงพยาบาลราชวิถี และ อภ. ให้ตัดจำนวนยาคงคลังของเครือข่ายโรงพยาบาลราชวิถีออกจากคลังยาตามจำนวน

    อภ. จะจัดหายากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษ ภายใต้แผนการสำรองยาต้านพิษของ สปสช. รวมทั้งดูแลในขั้นตอนการจัดส่งยาทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้ถึงผู้รับปลายทางในต่างประเทศ

    สถานเสาวภา จะผลิตยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษ ภายใต้แผนการสำรองยาต้านพิษของ สปสช. และดูแลรับผิดชอบงานขึ้นทะเบียนของยาที่ผลิตโดยสถานเสาวภา รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ ทั้งมาตรฐานการผลิต การประกันคุณภาพ การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ และเป็นที่ปรึกษาและร่วมวางแนวทางการบริหารจัดการยากำพร้ากลุ่มยาต้านพิษ การสำรองยาทั้งในภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติ

    อย. จะสนับสนุนในการดำเนินการด้านเอกสารประกอบการส่งออกยา หรือพิจารณาสิทธิพิเศษในการยกเว้นค่าธรรมเนียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกยาตามโครงการฯ และประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกยา

    สำหรับกลุ่มยาต้านพิษในความร่วมมือครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 11 รายการ เช่น ผงถ่านกัมมันต์เพื่อดูดซับสารพิษ, ยารักษาภาวะพิษจากโลหะหนัก, ภาวะเมทฮีโมโกลบินนีเมีย/ภาวะพิษจากไซยาไนด์ /ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์, ยารักษาอาการบิดเกร็งของกล้ามเนื้อในร่างกาย, ยารักษาโรคคอตีบ, ยารักษาโรคโบทูลิซึ่ม

     

     

    hfocus team tipe Thu, 12/08/2022 - 17:53
  5.  “บุคลากรสาธารณสุข” ชี้ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท แม้ทำได้จริง แต่ สธ.ไม่ปรับขึ้น! มีตัวอย่างสมัย “ทักษิณ”

     “บุคลากรสาธารณสุข” ชี้ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท แม้ทำได้จริง แต่ สธ.ไม่ปรับขึ้น! มีตัวอย่างสมัย “ทักษิณ”

    สหภาพลูกจ้างฯ เผยนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท  สมัย “ทักษิณ” ทำได้จาก 9 พันเป็น 15,000 บาท แต่ไม่มีผลกับกระทรวงสาธารณสุข  เพราะจ้างลูกจ้างด้วยเงินบำรุง หลายคนยังได้เงินเดือน 11,000-13,000 บาท ขอ รมว.สธ. ปรับโครงสร้างช่วยลูกจ้างกระทรวงฯ  ด้านสมาพันธ์แพทย์ฯ มองปรับค่าจ้างขั้นต่ำต้องทำได้จริงรวมระบบสาธารณสุขด้วย ขณะที่ “อนุทิน” เผยเป็นนโยบายเพื่อไทย ไม่ก้าวก่าย ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน

     

    กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กรณีนโยบายพรรคเพื่อไทยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน และปรับเงินเดือนปริญญาตรี 2.5 หมื่นบาทต่อเดือน จนหลายคนตั้งคำถามว่า เหมาะสมหรือไม่  และทำได้จริงแค่ไหน ทางด้านบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข มองเรื่องนี้อย่างไร

    เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. นายโอสถ สุวรรณ์เศวต ประธานสหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย (สลท.) ให้สัมภาษณ์ Hfocus เรื่องนี้ ว่า  สำหรับคนทำงานในกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น เพราะแม้นโยบายนี้ทำได้จริงในอนาคต  แต่ไม่ได้มีผลกับบุคลากร ลูกจ้างที่ทำงานกระทรวงฯ เพราะในอดีตคุณทักษิณ ชินวัตร เคยทำมาแล้วในเรื่องเงิน 15,000 บาท แต่สุดท้ายกระทรวงสาธารณสุขก็ยังจ้างไม่ถึงอยู่ดี เพราะเราอิงเงินบำรุง ระเบียบเงินบำรุง นี่คือปัญหา ที่ทางลูกจ้างทางสหภาพฯเรียกร้องตลอดว่า ขอให้จ้างผ่านเงินงบประมาณ ไม่เช่นนั้นลูกจ้างก็ต้องทำงานหนักที่ได้รับค่าจ้างไม่สอดคล้องความเป็นจริง ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ไปตลอด

    นายโอสถ กล่าวว่า นโยบายจาก 9,000 บาท มาเป็น 15,000 บาทในสมัยคุณทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ข้อเท็จจริงทุกวันนี้ลูกจ้างในกระทรวงฯ มีกี่คนที่เงินเดือนถึง 15,000 บาท หลายคนยังอยู่ที่ 11,000 บาท 12,000 บาท หรือ 13,000 บาทด้วยซ้ำไป ที่ผ่านมากระทรวงฯมองว่าการจ้างลูกจ้าง บุคลากรเป็นภาระหรือไม่ จริงๆกระทรวงฯควรใช้งบประมาณจากรัฐบาลมาจ้างคน ไม่ใช่เงินบำรุง เพราะเงินบำรุงต้องเกลี่ยหลายส่วน และการจ้างงานก็มาใช้ส่วนนี้อีกจะพออย่างไร ประเด็นคือ หากเห็นคุณค่าคนทำงานก็จะไม่เป็นแบบนี้

    ขอเรียกร้องท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แก้ไขโครงสร้างการจ้างงานในกระทรวงสาธารณสุขใหม่ โดยขอให้จ้างผ่านเงินงบประมาณโดยตรง ไม่ต้องใช้เงินบำรุง และทำแผนไปเลยว่ากี่ปี เพิ่มบุคลากรกี่คน เพราะทุกวันนี้ขยายเตียงรพ. มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่บุคลากรกลับไม่เพิ่ม แบบนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงต้องขอความเห็นใจท่านอนุทิน ช่วยเหลือพวกเราลูกจ้างที่ทำงานกระทรวงฯด้วย” ประธานสหภาพฯ กล่าว

    แฟ้มภาพ

    พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร ผู้แทนสมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงานกล่าวถึงนโยบายขึ้นค่าจ้าง 600 บาทต่อวัน ว่า ส่วนตัวเห็นว่านโยบายเพิ่มค่าจ้างรายวัน 600 บาทอาจน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะต้องดูค่าครองชีพว่า แต่ละวันใช้เท่าไหร่ แต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน อย่างค่าแรง 320 บาทต่อวัน ทุกวันนี้พอหรือไม่ มีงานวิจัยที่ผ่านมาต้องดูว่า 1 คนได้รับค่าจ้างมาแต่ต้องดูแลครอบครัว ส่งให้พ่อแม่ ให้ลูก 600 บาทต่อวันยังไม่พอด้วยซ้ำ แต่การเพิ่มขึ้นนั้นก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากภาคธุรกิจอยู่ไม่ได้ ภาครัฐก็ต้องมาช่วยด้วย

    เมื่อถามว่าหากมีการขึ้นเงินดังกล่าวได้จริง ในส่วนระบบสาธารณสุข จะดีขึ้นหรือไม่ พญ.ชุตินาถ  กล่าวว่า หากเป็นในกระทรวงสาธารณสุขก็แทบไม่ได้ผลเลย อย่างขึ้นค่าแรงเด็กจบใหม่ แต่คนทำงานอยู่ก่อนแล้วก็ไม่ได้ขึ้น ที่สำคัญหากเป็นลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราวในรพ.ที่ใช้เงินบำรุงนั้น เหมือนถูกกำหนดไว้ว่า จำนวนเงินต้องไม่เกินเท่านี้หรือไม่ ซึ่งการใช้เงินบำรุงมีข้อจำกัดเยอะ อย่างทุกวันนี้ลูกจ้างรายวันในกระทรวงฯ ก็ได้แค่ 300 บาทอยู่ดี คนทำงานในรพ.ก็ต้องทนไป ทนไม่ได้ก็ออกไป ระบบแบบนี้ไม่ดีเลย หากจะปรับแก้ต้องทำทั้งระบบ ต้องให้เกิดความเป็นธรรมทั้งระบบจริงๆ

     

    **วันเดียวกัน  ที่ทำเนียบรัฐบาล   นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่องพรรคเพื่อไทย เสนอนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน เงินเดือน ป.ตรี 2.5 หมื่นบาท/เดือนว่า  ทำได้หรือไม่ มีหลายปัจจัยประกอบ  แต่ถือว่ามีความตั้งใจดี น่าชื่นชม กับความคิดที่จะทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานมั่นคงขึ้น แต่ส่วนจะทำมันต้องคุยกันหลายส่วน มันก็มีทั้งเห็นด้วยแล้วไม่เห็นด้วย เท่าที่ติดตามข่าวดู ท่านก็ให้เหตุผลแล้วว่าต้องทำเป็นแต่ละขั้น ซึ่งเป็นนโยบายของแต่ละพรรค เราไม่ก้าวก่ายกัน เราต้องให้เขาชี้แจงมาก่อน จะไปก้าวก่ายไม่ได้ นี่อาจจะเป็นนโยบายเรือธงของเขา ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน

    ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง :

    สหภาพลูกจ้างฯ รวมพลหลังปีใหม่ ขอ “อนุทิน”  ช่วยเหลือหลังไม่ได้รับความเป็นธรรมเงินเสี่ยงภัยโควิด

    presscomdivi Thu, 12/08/2022 - 16:10