Hfocus (เจาะลึกระบบสุขภาพ)

HealthFocus.in.th
  1. รพ.ศิริราช จับมือ วัดอมรินฯ จัด "เรือนเสมือนญาติ” รองรับที่พักผู้ป่วยยากไร้

    เมื่อพูดถึงโรงพยาบาลศิริราชแล้ว ภาพที่ผุดออกมาคือ ผู้ป่วยจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคทั่วไปจนถึงโรคที่มีความยากในการรักษาและต้องใช้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นอกจากจำนวนผู้ป่วยที่มากแล้ว หากนับรวมกับญาติผู้ป่วยเข้าไปอีกความแออัดในโรงพยาบาลจะเพิ่มขึ้นไปอีก

    โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีจำนวนผู้ป่วยนอกต่อวันถึงประมาณ 8,000 - 10,000 คน ในจำนวนนี้จะพบผู้ป่วย และญาติผู้ยากไร้ส่วนหนึ่งที่มีนัดต้องพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่มีปัญหาการเดินทางไป-กลับโรงพยาบาล ขาดทั้งเงินและที่พักอาศัย

    "เรือนเสมือนญาติ” ริเริ่มจัดตั้งโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้ากราบนมัสการหารือกับ พระพิศาลพัฒนกิจ เจ้าอาวาสวัดอมรินทราราม ให้อนุญาตจัดทำโครงการฯนี้ โดย พระสุนทรกิจจาภิวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอมรินทราราม ได้สนับสนุนทุนก้อนแรกในการดำเนินงานจัดทำโครงการฯและให้การสนับสนุนตลอดมา โดยมี พระครูสมุห์ภักดี ยตินฺธโร ซึ่งเป็นศิษย์เก่ารุ่นแรกของ วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้รับอาสาดูแลดำเนินโครงการฯ

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ ได้พูดถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโครงการ "เรือนเสมือนญาติ" ว่า เป็นการช่วยลดความกังวลใจเรื่องที่พักของผู้ป่วย และญาติ เมื่อเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลศิริราช โดยเป็นการจัดหาที่พักชั่วคราวให้กับผู้ป่วย และญาติที่มีปัญหาการเดินทางไป-กลับโรงพยาบาล กรณีมีนัดต่อเนื่องในเวลาใกล้เคียงกัน รวมทั้งในรายที่มีปัญหาเรื่องเศรษฐานะ

    "ในช่วงแรกเรือนเสมือนญาติสามารถรับผู้ป่วย และญาติได้ประมาณวันละไม่เกิน 17 คน โดยที่ผ่านมานับจากเดือนตุลาคม 2559 - กันยายน 2562 มีผู้ป่วยเข้าพักรวมทั้งสิ้น 206 ราย แต่เนื่องจากจำนวนผู้ป่วย และญาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับสถานที่คับแคบ ไม่สะดวก ในเดือนตุลาคม 2562 "เรือนเสมือนญาติ" จึงได้ปิดปรับปรุงเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน โดยคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน รุ่นที่ 28 ซึ่งมีจิตสาธารณะร่วมบริจาคเงิน เพื่อปรับปรุงให้สามารถรับผู้ป่วยได้มากขึ้นประมาณ 30 คนต่อวัน พร้อมบริจาคสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เตียงนอน พัดลม โคมไฟ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถติดต่อเพื่อร่วมบริจาคได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ" ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ กล่าว

    ด้าน พระครูสมุห์ภักดี ยตินฺธโรในฐานะผู้ดูแล กล่าวว่า โครงการฯ เริ่มรับผู้ป่วยและญาติเข้ามาพักในเดือนตุลาคม 2559 โดยปรับปรุงต่อเติมบริเวณพื้นที่ด้านข้างกุฏิ และปรับพื้นที่บริเวณชั้นล่างกุฏิของอาตมาเป็นที่ดำเนินการโครงการฯ

    “ศาสนาพุทธเถรวาทสอนว่า วาระจิตสุดท้ายที่ดับไปเป็นวาระจิตที่สำคัญที่สุด ถ้าจิตสุดท้ายสงบ จะไปเกิดภพภูมิที่ดี ในฐานะบัณฑิตอาสา วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล อาตมาจึงเชื่อว่า การช่วยดูแลจิตใจผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative Care) หรือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง จะช่วยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ

    ที่ผ่านมา อาตมาได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมตามเตียงที่ผู้ป่วยและญาติร้องขอมา โดยได้นำพระพุทธศาสนาไปช่วยดูแลผู้ป่วยด้วยการใช้ศิลปะในการพูดคุยด้วยความจริงใจ เมตตา กรุณา พร้อมกับแนะนำให้ญาติปรับบรรยากาศในห้องพักให้มีความสงบเย็น เปิดเพลงบรรเลง และบทสวดมนต์เบาๆ คลอตลอดเวลา นอกจากนี้ได้แนะให้ญาติหารูปภาพพระพุทธรูปมาแขวนไว้ในระดับสายตา เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถลืมตาขึ้นมามองเห็น ที่สำคัญ คือ จะต้องพูดคุยด้วยความระมัดระวัง โดยสังเกตทั้งผู้ป่วยและญาติว่ามีความรู้สึกรับได้หรือไม่ด้วย

    พอดีกับทางศิริราชมีเรื่อง Palliative Care อยู่แล้วจึงเข้ากันได้พอดี โดยระหว่างที่ทำการรักษา ญาติจะแจ้งทางวอร์ดขอให้นิมนต์พระสงฆ์ โดยเมื่ออาตมาได้รับนิมนต์ก็จะไปที่เตียงผู้ป่วย ให้รับศีล สวดบทโพชฌังคปริตร และสวดบทพุทธคุณ (อิติปิโส) ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย แต่ถ้าผู้ป่วยยังมีสติ รับรู้ ตอบโต้ได้ก็จะสนทนาธรรมให้กำลังใจผู้ป่วยเพิ่มไปด้วย”

    พระครูสมุห์ภักดีฯ กล่าวต่อว่า ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่กำลัง หรือใกล้จะจากไป จะสวดบทพุทธคุณซ้ำไปมาเพื่อเป็นการช่วยย้ำให้จิตของผู้ป่วยจับเสียงนั้นได้ง่าย จะได้จากไปอย่างสงบพร้อมกับเสียงสวดมนต์ และหลังจากผู้ป่วยเสียชีวิต อาตมาจะให้ญาติมากราบศพ และพูดคุยธรรมะเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตายให้ฟัง เพื่อให้ญาติยอมรับการจากไปได้ และเข้าใจสัจธรรมของชีวิต ส่งผลให้ญาติผู้ป่วยแม้จะเสียใจต่อการจากไปของผู้ป่วย แต่ก็ทำใจยอมรับได้ดีกว่าเดิม ทั้งยังมีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนามากขึ้น

    ทั้งนี้ ผู้ป่วยและญาติที่จะขอเข้าพักทุกรายจะต้องได้รับการประเมินจากนักสังคมสงเคราะห์ ของโรงพยาบาลศิริราช จึงจะสามารถเข้าพักได้ โดยแสดงความประสงค์จะขอเข้าพัก พร้อมส่งประวัติมาเพื่อพิจารณาความเหมาะสม มาที่ ตึกผู้ป่วยนอกชั้น 1 ห้อง 109 โรงพยาบาลศิริราช จากนั้นจะนำเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไปมอบให้แก่ พระครูสมุห์ภักดี ยตินฺธโร พระผู้รับผิดชอบดูแล "เรือนเสมือนญาติ”เพื่อดำเนินการต่อไป หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ งานสังคมสงเคราะห์ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช โทร. 0-2419-8759

  2. ‘เบาหวาน’ ปัญหาที่ไม่เบาเหมือนชื่อ จับตากลุ่มเด็ก-วัยทำงานมีพฤติกรรมเสี่ยง

    ณ วันนี้คนไทยได้ตระหนักถึงพิษภัยของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs กันมากขึ้น “เบาหวาน” เป็นอีกหนึ่งในกลุ่มโรค NCDs และมีแนวโน้มว่าขึ้นไทยจะป่วยด้วยโรคเบาหวานกันมากขึ้น และมีคนอีกจำนวนหนึ่งยังไม่รู้ตัวว่าป่วย จึงทำให้พลาดโอกาสในการรักษา ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็อาจจะสายไปแล้ว แต่ถ้าวันนี้เรากลับตัวกลับใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ จะเท่ากับว่า เราสามารถลดโอกาสของการเกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน

    ในวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก และธีมของวันเบาหวานโลกใน ปี 2561-2562 คือ “The Family and Diabetes” เพราะครอบครัวเป็นส่วนสำคัญในการรักษาเบาหวาน ส่วนประเทศไทยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จับมือสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย เครือข่ายคนไทยไร้พุง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จัดงานแถลงข่าววันเบาหวานโลก 2562 World Diabetes Day Thailand 2019ภาคีเร่งหามาตรการและจัดกิจกรรมส่งเสริม และลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่ ด้วยการจัดภารกิจ Together Fight Diabetes

    เบาหวาน = กิจกรรมทางกายที่ไม่เหมาะสม

    นพ.ไพโรจน์ เสาน่วมผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable diseases: NCDs ที่คุกคามประชากรทั่วโลก อันมีสาเหตุจากพฤติกรรมทางสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การมีกิจกรรมทางกายไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารและทุกวันนี้มีเรื่องของมลภาวะเข้ามาด้วย พวกนี้ถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดโรค NCDs และหนึ่งในนั้นก็คือโรคเบาหวาน

    “เราลองหันซ้ายหันขาวดูเราจะเห็นว่ามีญาติหรือคนรู้จักเป็นเบาหวานเยอะขึ้น ซึ่งเราจะสังเกตพฤติกรรมของคนที่เป็นเบาหวานได้ในเบื้องต้นคือ ปัสสาวะมากขึ้น กระหายน้ำมากขึ้น อ่อนเพลีย การตรวจคัดกรองจะทำให้รู้และสามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว”

    นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม

    ทั้งนี้โรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลกและประเทศไทย โดยทั้งโลกมีผู้เสียชีวิตปีละมากกว่า 40 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 71 ของการเสียชีวิตทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา สามารถคำนวณมูลค่าความสูญเสียถึง 47 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 หากไม่มีการดำเนินการแก้ไข ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตประมาณ 400,000 คนต่อปี คิดเป็นร้อยละ 76 ของการเสียชีวิตทั้งหมด และครึ่งหนึ่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียร้อยละ 2.2 ของ GDP ต่อปี

    นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า สิ่งที่ทาง สสส.อยากจะเน้นคือเรื่องของการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง หรือถ้าเป็นแล้วสามารถชะลอไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ ซึ่งเราจะพิจารณาว่าใน 1 วันเราใช้เวลาทำอะไรบ้าง 8 ชั่วโมงนอน อีก 8 ชั่วโมงทำงาน แล้วเวลาที่เหลือเราไปทำอะไร เราต้องคิดพิจารณาว่าเราจะทำอย่างไร ส่วนเด็กครอบครัว พ่อแม่จะมีส่วนส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายได้ แต่มีอีกที่หนึ่งที่เราสามารถทำให้เกิดกิจกรรมทางกายได้นั่นคือ ที่ทำงาน ตัวอย่างเช่น ใน สสส.สำนักงานจะถูกจัดไว้บนชั้น 4 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ออกกำลังด้วยการเดินขึ้นบันได ส่วนลิฟต์จะะถูกระบุว่าให้คนชราและผู้พิการ ร้านอาหารสุขภาพ เป็นต้น

    “สสส.สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในทุกช่วงวัย โดยการพัฒนาและจัดการความรู้ สนับสนุนให้เกิดการจัดสิ่งแวดล้อมทางกฎหมายและทางสังคม อาทิ การผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อพฤติกรรมสุขภาวะ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงด้านยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มปัจจัยเสริมด้านอาหารเพื่อสุขภาวะและการเพิ่มกิจกรรมทางกาย ใช้การสื่อสารการตลาดเพื่อรณรงค์ปรับเปลี่ยนค่านิยมวัฒนธรรม ขยายแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพให้เหมาะสมตามกลุ่มวัย ตั้งแต่วัยเด็ก เยาวชน วัยทำงาน ผู้สูงวัย ตลอดจนประชากรกลุ่มเฉพาะ เช่น ผู้พิการ กลุ่มสถานะบุคคล เพื่อขับเคลื่อนให้ประชาชนเกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสุขภาวะ ขับเคลื่อนงานลงสู่พื้นที่เป้าหมาย อาทิ สถานประกอบการ สถานศึกษา ชุมชน ครอบครัว อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของภาคีภายใต้กลไกที่หลากหลาย เพื่อลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

    จับตากลุ่มเด็กเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น

    ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวว่า ปัจจุบันประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรคเบาหวานถึง 4.8 ล้านคน และมักเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจากวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง โรคอ้วน และอายุที่มากขึ้น ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาเพียงร้อยละ 35.6 หรือเพียง 2.6 ล้านคน บรรลุเป้าหมายในการรักษาได้เพียง 0.9 คน ทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานในเมืองไทยมีมากถึง 200 รายต่อวัน คาดการณ์ว่าความชุกของโรคเบาหวานจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 ล้านคนภายในปี 2583 ซึ่งหากดูแลรักษาได้ไม่ดีอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต และการถูกตัดเท้าหรือขา

    ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์

    นอกจากนี้พบว่า เด็กที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานมีอัตราสูงขึ้น โดยเฉพาะป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่สอง ซึ่งเป็นเบาหวานที่มักพบในผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป แต่เรากลับพบว่าเด็กๆ อายุ 7-8ปี หรือวัยรุ่นเป็นเบาหวานชนิดที่สองกันมากขึ้น สาเหตุเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากขึ้น, มีพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้อง และสุดท้ายมีพฤติกรรมที่อยู่นิ่งเฉยมากเกินไป ซึ่งทั้งสามอย่างนี้คือปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งกลุ่มนี้ถ้าไม่ได้ตรวจโดยตรงจะหาไม่เจอ เพราะในกลุ่มนี้ยังไม่พบอาการที่ชัดเจน จะทำให้พลาดโอกาสในการรักษา

    “เยาวชนที่เป็นเบาหวานตั้งแต่วัยเด็กเล็กและวัยเรียน จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ แต่อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ครอบคลุมอยู่ในรายการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และมีค่าใช้จ่ายอยู่ราว 13,000 ต่อปี ทำให้ครอบครัวของผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์นี้ได้ หลายหน่วยงานจึงได้ร่วมมือจัดกิจกรรมระดมทุนช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มนี้ที่มีอยู่ราว 100,000 คน ในประเทศไทย” ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าว

    กทม.เร่งสร้างกิจกรรมช่วยคนกรุงห่างไกลเบาหวาน

    นพ.สุนทร สุนทรชาติ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ตามทะเบียนราษฎร์ กทม.มีประชาชนทั้งหมด 6.5 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยเบาหวานกว่า 400,000 ราย ปัญหาของการเกิดโรคเบาหวานคือ การมีพฤติกรรมทางกายไม่เหมาะสม

    นพ.สุนทร สุนทรชาติ

    ทั้งนี้ ทาง กทม.เพิ่มพื้นที่สีเขียว และให้ความรู้ ด้วยการจัดสรรพื้นที่สร้างเสริมสุขภาพ เป็นศูนย์สร้างสุข ที่เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย 30 แห่งในสวนสาธารณะของ กทม. และมีลานกีฬาตามพื้นที่ต่างๆใน กทม.เช่นกัน นอกจากนี้ยังมี อสม.กทม.คอยออกหน่วยให้ความรู้แก่ชุมชนต่างๆ และสุดท้าย กทม.ได้ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) จัดทำกองทุนสุขภาพ กทม. ด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท จะกระจายไปยังทุกๆพื้นที่ ซึ่งในขณะนี้ยังยังอยู่ในกระบวนการจัดสรรได้ครบทุกเขต และคาดว่าในเดือนธันวาคมนี้จะสามารถเริ่มดำเนินการจัดสรรให้กับโครงการที่ขอเสนอเข้ามาได้

    สำหรับกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ทาง สสส.และภาคีจัดจะประกอบด้วย 1.Fight Diabetes Run วิ่งสู้เบาหวาน กิจกรรมเดินสะสมระยะ (Virtual Run) วิ่งส่งเสริมสุขภาพ และระดมทุนช่วยกองทุนเบาหวานเด็ก 2. Active Meeting Challenge ภารกิจท้าคุณขยับ เป็นการประกวดคลิปออกกำลังกายระหว่างพักการประชุมหรือการปฏิบัติงาน เพื่อกระตุ้นให้คนในองค์กรให้ความสำคัญกับการเพิ่มการขยับร่างกายในชีวิตประจำวัน และตระหนักถึงภัยอันตรายของการนั่งทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

  3. เครือข่ายคนพิการ พบ ‘อนุทิน’ ขอบคุณบอร์ด สปสช.เห็นชอบ ‘ศูนย์คนพิการ’ ร่วมฟื้นฟูสมรรถภาพการแพทย์

    เครือข่ายคนพิการ พบ “อนุทิน” มอบดอกไม้ขอบคุณ “บอร์ด สปสช.” เห็นชอบ “องค์กรคนพิการร่วมเป็นหน่วยบริการร่วมให้บริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์” ระบุเป็นจุดเริ่มต้นการมีส่วนร่วมภาคประชาชนร่วมจัดบริการสุขภาพด้านการฟื้นฟูฯ

    ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 เวลา 13:30 น. นายสุชาติ โอวาทวรรณ นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และนายธีรยุทร สุคนธวิท กรรมการมูลนิธิสภาศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายคนพิการ ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูลรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เพื่อแสดงความขอบคุณบอร์ด สปสช. ที่มีมติเห็นชอบให้ “หน่วยบริการร่วมให้บริการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์โดยองค์กรคนพิการ” เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562

    นายสุชาติ โอวาทวรรณ นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สืบเนื่องจากในปี พ.ศ. 2561 สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย มูลนิธิสภาศูนย์การดำรงชีวิตอิสระคนพิการประเทศไทย และเครือข่ายคนพิการรักสุขภาพ ในฐานะกลไกประสานงานร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์หลักและสิทธิเฉพาะสำหรับคนพิการทุกประเภท โดยเครือข่ายคนพิการทั้ง 7 ประเภท ได้ร่วมกันทบทวนสิทธิประโยชน์หลักและสิทธิประโยชน์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านสุขภาพ ทำให้ได้ “ข้อเสนอต่อการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นสำหรับคนพิการในระบบหลักประกันสุขภาพ” ซึ่งทางเครือข่ายได้นำเสนอข้อเสนอดังกล่าวต่อคณะกรรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อพิจารณาในเชิงนโยบาย โดยเรื่องการขอให้ สปสช.สนับสนุนและเปิดโอกาสให้องค์กรคนพิการที่มีศักยภาพและความพร้อมในการเป็น “หน่วยบริการร่วมให้บริการ” ในระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ขอให้พิจารณา

    จากข้อเสนอดังกล่าวคณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้สนับสนุนและนำเข้าเป็นประเด็นพิจารณาในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ทำให้เกิดการดำเนินงานต่อเนื่องจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 บอร์ด สปสช.ได้มีมติเห็นชอบให้ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้การรับรอง และสถานบริการอื่นที่เข้าเกณฑ์ของ สปสช. เข้าร่วมเป็นสถานบริการสาธารณสุขอื่น ตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545

    “จากมติดังกล่าวนำมาสู่การสนับสนุนให้คนพิการที่ยังขาดโอกาสเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ด้านการแพทย์ที่จำเป็น ได้รับการบริการที่เหมาะสมสอดคล้องกับการความต้องการมากขึ้น ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้องค์กรคนพิการที่มีความประสงค์ที่จะเพิ่มพูลทักษะ ความรู้ ความสามารถในการจัดบริการได้เข้ามาร่วมดำเนินการจัดบริการอีกด้วย นับเป็นการเริ่มต้นสำคัญในการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ที่จะเข้ามามีบทบาทในการจัดบริการสุขภาพ ด้านบริการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การขยายผลต่อยอดในการจัดบริการด้านอื่นๆ อาทิ การมีส่วนร่วมในบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค การสร้างความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพ ที่ภาคประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าว

  4. ‘อนุทิน’ ลั่นแจ้งความเอาผิดทุกกรณี เหตุตีกันใน รพ. ไม่มียอมความ

    “อนุทิน” ทำใจเย็นไม่ไหว มีคนตีกันในบ้าน ไม่สนครหาพูดแรงไร้วุฒิภาวะ ลั่นแจ้งความเอาผิดทุกกรณี ระบุไม่ต้องเพิ่มมาตรการป้องกันเหตุชี้เป็นเรื่องจิตสำนึก ด้าน “ปลัดสธ.” ย้ำ ไม่มีเจรจาผู้มีอิทธิพล-นักการเมืองในพื้นที่ ลั่นใครยอมความผิด 157 แน่นอน

    เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีผู้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาล ว่า เรื่องนี้ทางโรงพยาบาล และกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้เสียหาย แต่เราไม่ได้มีหน้าที่จับกุมปราบปรามคนที่ก่อความไม่สงบ สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขทำได้คือการแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษผู้บุกรุกห้องฉุกเฉิน และสร้างความวุ่นวายก่อความไม่สงบ

    “ย้ำว่าไม่ว่าจะทะเลาะอะไรกันมา ทุกอย่างต้องจบที่หน้าโรงพยาบาล จะเอาเข้ามาในโรงพยาบาลไม่ได้ ไม่ต้องมานั่งหาว่าใครผิดใครถูก สมควรหรือไม่สมควร ซึ่งเวลาผมพูดอะไรแรงๆ ออกไป ก็มาบอกว่าพูดแบบไม่มีวุฒิภาวะ แต่คนเข้ามาตีกันในบ้าน ใครจะเย็นไหว มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลย จะตีกันหรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องรู้ว่าอยากจะตีกันข้างนอกก็ตีไป มาที่โรงพยาบาลเพื่อมารักษา อยู่ฝ่ายไหนเรารักษาหมด ไม่ใช่ว่าตามเข้ามาตีกันในนี้” นายอนุทิน กล่าว

    เมื่อถามว่าต้องเพิ่มมาตรการป้องกันเหตุการณ์ลักษณะนี้เพิ่มหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการอะไรแล้ว เพราะเป็นจิตสำนึก จะมาตีกันอะไรในโรงพยาบาล หรือห้องฉุกเฉิน คนไข้ คนที่อยู่ในพื้นที่โรงพยาบาลเยอะแยะ ทำความเดือดร้อนข้างนอกยังไม่พอหรือ ยังเข้ามาวุ่นวายในสถานพยาบาลอีก อย่างนี้ขาดจิตสำนึก รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่อยากจะบอกว่าขาดความเป็นมนุษย์

    “โรงพยาบาลเป็นที่รักษา คนเจ็บคนป่วยจะให้ผมจ้างยามมาและแนะนำให้ติดกระบองไฟฟ้าอย่างนั้นหรือ แล้วลอง รปภ.ของผมเอากระบองไฟฟ้าไปฟาดคนที่ก่อความไม่สงบ ผมก็โดนอีก ซึ่งไม่ใช่ ต้องรู้ว่าที่โรงพยาบาลเป็นสถานที่คนมารักษาพยาบาล มาทำให้เกิดการหายเจ็บ หายป่วย ไม่ใช่สถานที่มาเอาเรื่องเอาราว หรือมาตีกัน ส่วนที่มีการก่อเหตุต้องมีการแจ้งความแน่นอน โดยแจ้งความในเรื่องการก่อเหตุ ความไม่สงบในสถานที่ราชการ มาทำให้ทรัพย์สินราชการเสียหาย ขัดขวางการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ แพทย์พยาบาลที่กำลังให้การช่วยเหลือผู้ป่วย ไม่ได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษแทนคู่กรณี” นายอนุทิน กล่าว และว่าการป้องกันเป็นหน้าที่กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ต้องมาดูแลความสงบเรียบร้อยของโรงพยาบล

    เมื่อถามว่าขณะนี้มีกระแสข่าวว่าพอมีเหตุตีกันในโรงพยาบาลครั้งหนึ่งกระทรวงก็ออกมาขู่ แต่ยังไม่เห็นคนก่อเหตุได้รับการลงโทษอย่างแท้จริง ส่วนหนึ่งเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล และนักการเมืองในพื้นที่เข้ามาเจรจายอมความ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ไม่มีการเจรจา ไม่มีการยอมความอย่างแน่นอน เราชัดเจนเรื่องนโยบายความปลอดภัย มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัดว่าการก่อเหตุทะเลาะวิวาทในโรงพยาบาลเป็นคดีอาญาที่ยอมความกันไม่ได้ ถ้าใครยอมความจะมีความผิดตามมาตรา 157 เรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

  5. บอร์ด สปสช.หนุนแนวทาง 'ปฏิรูปห้องฉุกเฉิน' เพิ่มจ่ายค่าบริการ 'ฉุกเฉินไม่รุนแรงนอกเวลาราชการ'

    บอร์ด สปสช.หนุน “แนวทางปฏิรูปห้องฉุกเฉิน” แยกจัดบริการนอกเวลาราชการ ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง ใน 34 โรงพยาบาลนำร่อง ปี 63 ยกคุณภาพบริการ พร้อมเพิ่มรายการบริการใหม่ “บริการผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรงนอกเวลาราชการ” ดูแลประชาชนเข้าถึงบริการเพิ่ม ลดความขัดแย้งวินิจฉัยกรณีฉุกเฉิน

    ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ - เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยที่ประชุมได้เห็นชอบข้อเสนอการใช้สิทธิบริการสาธารณสุข ตามนโยบาย “บริการเจ็บป่วยฉุกเฉินคุณภาพ” นำเสนอโดย นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

    นายอนุทิน กล่าวว่า ตามข้อเสนอ “แนวทางการปฏิรูปห้องฉุกเฉิน” โดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2562 มีหลักการเพื่อลดความแออัดในห้องฉุกเฉินเพื่อให้ผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินวิกฤตและเร่งด่วน ได้รับบริการมีคุณภาพมากขึ้น แยกการบริการเจ็บป่วยไม่รุนแรงและเจ็บป่วยทั่วไปออก และเพื่อให้ผู้ป่วยที่มีอาการที่ไม่ถึงเกณฑ์เจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนมีสิทธิเข้ารับบริการนอกเวลาราชการ โดยมอบให้ สปสช.ร่วมพัฒนาระบบในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการบริการผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง (สีเขียว) และผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับบริการนอกเวลาราชการ

    ที่ผ่านมา สปสช.ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปห้องฉุกเฉิน โดยมีการออกประกาศตามข้อ 10 วรรคสอง ของข้อบังคับมาตรา 7 กำหนดเพิ่ม “เหตุสมควรอื่นเพื่อลดความแออัดในห้องฉุกเฉินและเพิ่มคุณภาพในการใช้บริการนอกเวลาราชการ” เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง (สีเขียว) และผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับบริการนอกเวลาราชการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน กำหนดเงื่อนไขจัดบริการนอกเวลาราชการเฉพาะหน่วยบริการเฉพาะที่มีศักยภาพตามแนวทางบริการฉุกเฉินคุณภาพ โดยแยกจัดบริการเป็น 2 ห้องชัดเจน ตามมาตรฐาน คือ ห้องฉุกเฉินคุณภาพเพื่อดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตและเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีแดงและสีเหลือง) และห้องฉุกเฉินไม่รุนแรงเพื่อดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง (สีเขียว) และที่มีความจำเป็นต้องรับบริการนอกเวลา พร้อมแยกระบบข้อมูลบริการนอกเวลาราชการ

    นอกจากนี้ได้เพิ่มค่าบริการสาธารณสุขนอกเวลาราชการในกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรงและผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับบริการนอกเวลาราชการเป็นรายการบริการใหม่ โดยกำหนดอัตราชดเชยค่าบริการ 150 บาทต่อครั้ง ซึ่งในปีงบประมาณ 2563 (10 เดือน) คาดว่าจะมีการรับบริการประมาณ 1.05 ล้านครั้ง หรือร้อยละ 10 ของการรับบริการผู้ป่วยนอก ใช้งบประมาณไม่เกิน 157.50 ล้านบาท โดยจะเป็นการใช้เงินกองทุนรายการรายได้สูง (ต่ำ) กว่าค่าใช้จ่ายสะสมในการดำเนินการ

    ด้าน นพ.การุณย์ กล่าวว่า การจ่ายชดเชยค่าบริการสาธารณสุขนอกเวลาราชการในกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรงและผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับบริการนอกเวลาราชการนี้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป โดยในปีงบประมาณ 2563 มีโรงพยาบาลร่วมนำร่องจำนวน 34 แห่ง ซึ่งผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรงและผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับบริการนอกเวลาราชการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

    “สปสช.มีนโยบายสนับสนุนการปฏิรูปห้องฉุกเฉินตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อให้ห้องฉุกเฉินเป็นพื้นที่ดูแลเฉพาะรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตและผู้ป่วยเจ็บป่วยฉุกเฉินเร่งด่วนเท่านั้น ขณะเดียวกันเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรงและผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับบริการนอกเวลาราชการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากช่วยลดความแออัดในห้องฉุกเฉินแล้วยังลดความขัดแย้งระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยและญาติในความเห็นที่ไม่ตรงกันกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน” นพ.การุณย์ กล่าว