Hfocus (เจาะลึกระบบสุขภาพ)

  1. กทม.ผลักดัน "ชุมชนล้อมรักษ์" แก้ปัญหายาเสพติด 4 มิติ ดึงชุมชนให้โอกาสผู้เสพคืนสู่สังคม   

    กทม.ผลักดัน "ชุมชนล้อมรักษ์" แก้ปัญหายาเสพติด 4 มิติ ดึงชุมชนให้โอกาสผู้เสพคืนสู่สังคม   

    รองผู้ว่าฯกทม.ชี้แก้ปัญหายาเสพติด ต้องยอมรับความจริง ทิ้งความกลัว เผย กทม. พื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด เหตุมีผู้คนที่หลากหลาย หนุนการป้องกัน ปราบปราม เน้นแก้ปัญหาด้านจิตเวชจากยาเสพติด ด้านประธานชุมชนวัดสวัสดิ์ เผยจุดเปลี่ยนพื้นที่สีแดงเป็นสีขาว เสนอภาครัฐผลักดันผู้พ้นโทษให้มีโอกาสในการทำงาน

    เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกุรงเทพมหานคร กล่าวในเวที “สานพลังชุมชนล้อมรักษ์” พื้นที่เป็นฐานประชาชนเป็นศูนย์กลาง ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กรุงเทพมหานคร ว่าทางออกของปัญหายาเสพติด เราคงต้องเริ่มต้นด้วยการยอมรับความจริง และทิ้งความกลัว พร้อมร่วมมือกันหาทางแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อลดความสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า นั่นก็คือ ลูกหลานของเรา

    ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนเชื่อมโยงกับปัญหาทางสังคมอื่น ชุมชนในกรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของยาเสพติด เหตุเพราะมีผู้คนที่หลากหลาย รวมถึงเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ การค้า ที่มีสถานประกอบการหลายรูปแบบ อีกทั้งมีชุมชนที่หลากบริบทมีทั้งชุมชนแออัด ชุมชนอาคารสูง ชุมชนหมู่บ้านจัดสรร เคหะชุมชน ชุมชนชานเมือง พี่น้องประชาชนก็ต่างมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน และอาจมีหลายชีวิตที่หลงทางหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วยเหตุผลความจำเป็นที่ยากจะเข้าใจ กรุงเทพมหานครเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนนโยบายการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาด้านจิตเวชจากยาเสพติด เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วยให้เข้ารับการบำบัดรักษาป้องกันในกลุ่มต่าง ๆ ทุกระดับโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน หรือ CBTx (Community Based Treatment and Rehabilitation)

    “ผมอยากชวนให้ปรับมุมมองว่า ผู้เสพคือผู้ป่วย หรือคนที่เคยหลงผิดเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด คือ คนในชุมชน เป็นลูกหลาน เป็นพี่น้อง เป็นเครือญาติ ที่ต้องให้โอกาส ในฐานะที่ทุกคนเป็นแกนนำชุมชน จะใช้วิธีการป้องปรามหรือจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่น เพราะชุมชนคือบ้านหลังใหญ่ของทุกคน" นายศานนท์ กล่าว

    กรุงเทพมหานคร มีต้นทุนประสบการณ์ต้นแบบชุมชนเข้มแข็งจำนวนมากในการแก้ไขปัญหาครบคลุม 4 มิติ 

    มิติที่ 1 การปราบปราม เฝ้าระวัง เช่น การติดกล้อง CCTV ในชุมชน จัดตั้งทีมพิทักษ์จิตเวช (หมอ อาสา) สายตรวจประจำจุดตรวจ และทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงเพื่อจัดการปัญหาอย่างตรงจุด 

    มิติที่ 2 เสริมความเข็มแข็งให้ชุมชน โดยดึงอาสาสมัคร กองทุนแม่ของแผ่นดิน อสม. ร่วมสร้างการมีส่วนร่วม 

    มิติที่ 3 การส่งต่อผู้เสพหรือผู้ป่วยเข้ารับการบำบัด CBTx สาธารณสุขในพื้นที่ สถาน ฟื้นฟูต่าง ๆ คอยดูแลผู้ป่วยจิตเวชอาการรุนแรงระหว่างรอเพื่อนำส่งเข้ารักษาในโรงพยาบาลต่อไป ใช้อาสาสมัครคนในชุมชนช่วยกันดูแล 

    มิติที่ 4 การประเมินผลการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 

    ประธานชุมชนวัดสวัสดิ์ เผยจุดเปลี่ยนพื้นที่สีแดงเป็นสีขาว 

    ด้านนางนัยนา ยลจอหอ ประธานชุมชนวัดสวัสดิ์ วารีศรีมาราม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร กล่าวว่าย้อนกลับไปตั้งแต่ที่ได้รับตำแหน่งคณะกรรมของชุมชนปี 2549 เขตดุสิต ยอมรับว่าหนักใจพอสมควรที่จะแก้ไขปัญหา เพราะพื้นที่ชุมชนของตนเป็นพื้นที่สีแดง มีทั้งผู้ค้า ผู้เสพ และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ มีหน่วยงานภาครัฐ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว และได้รับกองทุนแม่ของแผ่นดิน คอยเป็นแรงหนุนเสริมและสนับสนุน แรก ๆ ใช้กระบวนการปราบปราม จับผู้ค้าและผู้เสพ แต่คนในชุมชนต้องอยู่อย่างหวาดระแวงเพราะมักจะมีเหตุอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอีก ต่อมาจึงวางมาตรการโดยเก็บข้อมูลคัดกรอง ‘เปลี่ยนผู้เสพเป็นมิตร’ โดยเพื่อนช่วยเพื่อน ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน มีสหวิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์และสำนักงานเขต ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาอาชีพให้กับผู้ที่เข้ารับการบำบัด การได้รับการสนับสนุนให้มีอาชีพ มีรายได้ คนในสังคมให้โอกาสพวกเขา คือ จุดสำคัญของการเปลี่ยนพื้นที่สีแดงเป็นพื้นที่สีขาวในชุมชน 

    “อยากช่วยเขา อยากเยียวยาให้หลุดพ้น ไม่วาจะเหล้าหรือยาเสพติด รู้สึกว่าจากเมื่อก่อน ไม่ชอบคนเสพยา แต่พอปรับความคิดว่า ต้องช่วยได้ ทำให้ไม่โดนตีตราจากชุมชน แลกเปลี่ยนกันหลาย ๆ เรื่อง เชื่อไหมว่า เปลี่ยนพื้นที่สีแดงกลายเป็นพื้นที่สีขาว หลุดพ้นมาได้ เพราะคนในชุมชนให้ความร่วมมือ มูลนิธิต่าง ๆ หน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุน ก็เหมือนพ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องดูแลลูกบ้านกว่า 600 คน 123 หลังคาเรือน ทุ่มเทกับงานพวกนี้มาก และขอเสนอภาครัฐช่วยผลักดันให้ผู้พ้นโทษออกมาแล้วแต่มีประวัติมีโอกาสในการทำงาน ถ้าเขาไม่มีงานก็ไม่มีเงินในที่สุดอาจกลับเข้าสู่วงจรยาเสพติดอีก” นางนัยนา กล่าว

    ขณะที่ น้องก็อต เยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก เล่าว่า ตนเกิดในครอบครัวที่อบอุ่น แต่พ่อติดการพนันหนัก ชีวิตครอบครัวมาถึงจุดเปลี่ยน ต้องแยกกันอยู่ และไปขออาศัยอยู่กับน้าใน กทม. ซึ่งน้าต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน จึงไม่มีเวลาดูแล จึงได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ที่เดียวที่ตอบโจทย์ได้ในวัยเด็ก คือ “ร้านเกม” ไม่ได้ติดเกม แต่ติดเพื่อน ติดสังคมในร้านเกม ที่นั่นก็เต็มไปด้วยอบายมุขทุกอย่าง ทั้งพนันออนไลน์ เหล้า ยาเสพติด จนกลายเป็นว่าตนเองตกอยู่ในวงจรสีเทาไปโดยปริยาย ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้รุ่นพี่ เพื่อน ยอมรับ แล้วก็มาถึงวันที่พลาด เพราะรุ่นพี่ที่นับถือกันชักชวนให้ขนยาเสพติดล็อตใหญ่ เพื่อตอบแทนบุญคุณ 

    “อย่างที่ทุกคนรู้ จุดจบของยาเสพติด ไม่ตาย ก็ติดคุก ผมติดคุก ด้วยสังคมที่เต็มไปด้วยระบบอำนาจนิยม ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองรอด จนมาถึงศูนย์ฝึกฯ บ้านกาญจนาภิเษก แต่ที่นี่ได้กู้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผมกลับมา ได้ทำกิจกรรมวิเคราะห์ข่าว วิเคราะห์หนัง มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในทุก ๆ เรื่อง สิทธิเนื้อตัวร่างกายถูกเคารพอย่างมาก คุณค่าของผมค่อย ๆ กลับคืนมา แล้วก็ค้นพบว่าผมชอบดนตรี ร้องและแต่งเพลง ผมแต่งเพลง “คำสัญญา” เพื่อขอโทษแม่และทุกคนที่ทำให้ผิดหวัง และผมจะตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเองจริง ๆ อยากบอกไปถึงเพื่อน ๆ พี่ น้อง ที่ยังวนเวียนอยู่กับยาเสพติด ให้พาตัวเองออกมาหรือเข้าสู่การบำบัดจะดีกว่า อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป เพราะคนที่เจ็บปวดกับสิ่งที่ทำ สิ่งที่เป็น ก็คือตัวเรา” น้องก็อต กล่าว 

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    - สมศักดิ์ เดินหน้า ‘กองทุนสุขภาพจิตและยาเสพติด’ ใช้เงินยึดทรัพย์หนุนบำบัดรักษา

    editor team nisa Mon, 06/24/2024 - 19:40
  2. "วัณโรค" สามารถรักษาให้หายได้ แนะหากใกล้ชิดกับผู้ป่วย 6-8 ชั่วโมง/วัน ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

    "วัณโรค" สามารถรักษาให้หายได้ แนะหากใกล้ชิดกับผู้ป่วย 6-8 ชั่วโมง/วัน ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

    กรมควบคุมโรค เผย "วัณโรค" สามารถรักษาให้หายได้ โดยการกินยาต่อเนื่อง 6-8 เดือน ด้าน WHO เผยปี 66 มีผู้ป่วยรายใหม่ 300 กว่าราย/วัน และเสียชีวิตกว่า 40 ราย/วัน แนะหากใกล้ชิดกับผู้ป่วย 6-8 ชั่วโมง/วัน ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วเพื่อเข้าสู่กระบวนการการรักษาตามมาตรฐาน

    เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 หลังจากเกิดกรณีข่าวแท็กซี่เสียชีวิตในรถหลังแวะจอดในปั๊มน้ำมันและมีอาเจียนเป็นเลือดในห้องน้ำปั๊มก่อนจะเสียชีวิตกรมควบคุมโรคได้ประสานไปยังหน่วยงานในพื้นที่และขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิต ที่ชัดเจนอย่างเร่งด่วน แต่เบื้องต้นจากการสืบค้นข้อมูล พบว่าผู้เสียชีวิตยังไม่พบประวัติการรักษาวัณโรคในระบบของโรงพยาบาลใดๆ ข้อมูลเบื้องต้นจากศูนย์บริการสาธารณสุขแห่งหนึ่ง ใน กทม. ให้ข้อมูลว่า ประมาณ 5 วันก่อน ผู้เสียชีวิตได้เข้ารับบริการตรวจเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ด้วยอาการไอ เจ็บคอ น้ำหนักลด เป็นมา 1 เดือน ซึ่งแพทย์ได้ให้ยาตามอาการ และนัดมาตรวจเพิ่มเติม ในวันที่ 24 มิถุนายน แต่ผู้ป่วยได้เสียชีวิตก่อนได้รับการตรวจวินิจฉัยในวันนัดดังกล่าว

    วัณโรคยังคงระบาดและยังเป็นปัญหาในระบบสาธารณสุขในประเทศไทย จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2566 ประมาณการว่ามีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ 300 กว่ารายต่อวัน และมีการเสียชีวิตเนื่องจากวัณโรคกว่า 40 รายต่อวัน และประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรไทย ติดเชื้อวัณโรคแล้ว   แต่จะมีแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ป่วยเป็นวัณโรค อันเนื่องมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ลดลงจากโรคประจำตัว หรือเป็นผู้สูงอายุ  วัณโรคเป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ ติดต่อจากผู้ป่วยไอ จาม ไม่ปิดปากปิดจมูก อาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคที่เห็นได้ชัด คือ ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ น้ำหนักลด มีเหงื่อออกผิดปกติในเวลากลางคืน เจ็บหน้าอก เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ซึ่งถ้าหากมีอาการไอมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการดูแลรักษาได้อย่างถูกต้อง ป้องกันภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันและเสียชีวิต

    สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อและป่วยเป็นวัณโรคมากกว่าประชากรทั่วไป ได้แก่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคร่วม ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ต้องขังหรือผู้อาศัยในสถานคุ้มครอง และคนพิการ ผู้ใช้สารเสพติด ผู้ติดสุราเรื้อรัง บุคลากรสาธารณสุข กลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้สัมผัสร่วมบ้านกับผู้ป่วยวัณโรคและกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค มีโอกาสที่จะติดเชื้อวัณโรคได้ หากสงสัยว่าตนเองสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค (เช่นกรณี อาศัยร่วมบ้านเดียวกัน หรือผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยนาน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน/120 ชั่วโมงต่อเดือน) ควรรีบไปตรวจหาการป่วยเป็นวัณโรคโดยเร็ว ด้วยการเอกซเรย์ปอดและการตรวจเสมหะ ณ โรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อเข้าสู่กระบวนการการรักษาตามมาตรฐาน

    วัณโรคสามารถรักษาให้หายได้ โดยการกินยาต่อเนื่อง 6-8 เดือน ทั้งนี้เราสามารถป้องกันการป่วยเป็นวัณโรคได้ด้วยการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอ ตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ที่สำคัญวัณโรครักษาหาย และสามารถป้องกันการแพร่เชื้อได้ หากได้รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งควรส่งเสริมการดูแลรักษาและให้กำลังใจผู้ป่วยตลอดระยะเวลาการรักษา

    วัณโรค โรคร้ายที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด “รู้เร็ว รักษาหาย ไม่แพร่กระจาย” ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองวัณโรค โทร. 02 211 2224 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

     

    hfocus team tipe Mon, 06/24/2024 - 19:01
  3. ชูนวัตกรรม “สุขเป็น” นำร่อง 6 จ. ดันชุมชนเกาะติดปัญหาสุขภาพจิต-ภาวะซึมเศร้า

    ชูนวัตกรรม “สุขเป็น” นำร่อง 6 จ. ดันชุมชนเกาะติดปัญหาสุขภาพจิต-ภาวะซึมเศร้า

    สสส.-มูลนิธิแพธทูเฮลท์ ขับเคลื่อนชุมชนพลังบวก ชู นวัตกรรม “สุขเป็น” นำร่องชุมชน 12 พื้นที่ ใน 6 จังหวัด สร้างทัพแกนนำเกาะติดปัญหาสุขภาพจิต-ภาวะซึมเศร้า ลุยขยายผลโมเดลสร้างสุขภาพจิตเชิงบวก ลดความเครียด-เสี่ยงซึมเศร้า-ปลิดชีวิต

    เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2567 ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ จัดงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “สุขเป็น : จิตวิทยาเชิงบวกในชุมชนโดยกลไกชุมชน”ภายใต้โครงการสร้างเสริมสุขภาวะทางจิต เด็ก เยาวชน และครอบครัว “สุขเป็น” เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการทำงานระดับพื้นที่ ขยายผลความร่วมมือพัฒนานวัตกรรมและเครื่องมือส่งเสริมการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตเชิงบวกในชุมชนโดยกลไกชุมชน

    โดย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการดำเนินงานด้านสุขภาพจิต มุ่งเน้นการสร้างเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตก่อนเจ็บป่วย โดยร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ ขับเคลื่อนมาตรการสร้างเสริมสุขภาพจิตผ่านกลไกชุมชน ผ่านโมเดล “สุขเป็น” มุ่งเน้นทำงานต้นน้ำพัฒนาต้นทุนมนุษย์ เช่น เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สู่แกนนำสื่อสารจิตวิทยาเชิงบวกกับคนในพื้นที่ รวมถึงสร้างเครื่องมือตามกรอบแนวทางจิตวิทยา สิ่งแวดล้อมเชิงบวก เพิ่มโอกาสการรับฟัง เพื่อลดความเครียด ภาวะซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย และกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างสุขอย่างง่าย เช่น ออกกำลังกายใจผ่านการนั่งสมาธิ ทำในสิ่งที่ชอบ พักผ่อน

    “จากการดำเนินงานกว่า 2 ปี เกิดชุมชนนำร่องใน 12 พื้นที่ 6 จังหวัด มีประชาชนผู้รับประโยชน์กว่า 7,500 คน ในจำนวนนี้ 96% ระบุว่าเปลี่ยนแปลงตนเองด้านสุขภาพจิตในทางที่ดีขึ้น และได้นำแนวคิดไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และ 75% กลายเป็นแกนนำผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต “เพื่อนคู่คิด” สื่อสารเชิงบวกกับคนในชุมชน ทั้งนี้ เตรียมพัฒนาคู่มือแนวทางทำงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกในชุมชนโดยชุมชน เพื่อขยายผลสร้างชุมชนพลังบวกมากขึ้น” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

    นพ.พงศ์เทพ กล่าวอีกว่า  การสื่อสารเป็นสิ่งสําคัญมาก เราจะสุขในตัวเราได้อย่างไรในการเข้าใจตนเอง เข้าใจบาดแผลในตนเอง และรู้วิธีการสื่อสารเราจะแบ่งปันความสุขของเราให้กับคนในครอบครัวได้อย่างไร เราจะแบ่งความสุขให้กับคนในสังคมได้อย่างไร  อันนี้คือความสุขทางกาย ใจ สังคม และเหนือกว่านั้นก็คือจิตกับปัญญา เมื่อไหร่ก็ตามเรามีความสุขเหนือตัวตน สุขเหนือตัวตนได้เราก็จะสามารถที่จะมีความสุขในทุกขณะได้  ก่อนหน้านี้เคยตั้งคําถามว่า ชีวิตเกิดมาทำไม แล้วเราจะมีชีวิตต่อไปเพื่อมีเป้าหมายอย่างไร ความสุขคือคําตอบ เราจะมีชีวิตที่มีความสุขอย่างยืนยาวไม่โกรธใครไม่หยุดแล้วก็ยาวนานที่สุดมีความสุขกับการอยู่กับผู้คน มีความสุขกับการอยู่กับตัวเอง มีความสุขได้อย่างยนานที่สุดได้อย่างไรจนกว่าเราจะตาย อยากฝากทุกคนไปแชร์สิ่งที่เรียกว่าสุขเป็น แล้วก็เป็นสุขต่อไป

    น.ส.ภาวนา เหวียนระวี ผู้อำนวยการมูลนิธิแพธทูเฮลท์ กล่าวว่าโครงการสุขเป็นได้พัฒนาศักยภาพเครือข่ายแกนนำในพื้นที่ ด้วยชุดเครื่องมือสุขเป็นและแนวทางในรูปแบบ Active Learning อาทิ “12 Tips-สุขเป็น” “อุณหภูมิสุข” “อารมณ์เชิงบวก” “มองโลกแง่ดี” “ปัจจุบันขณะ” “Self care ดูแลตัวเอง” “ล้มแล้วลุกได้” รวบรวมกิจกรรมในพื้นที่นำร่องขับเคลื่อนสุขเป็นระยะที่ 1 ได้ 32 กิจกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้นำและส่งต่อไปยังประชาชนในพื้นที่ รูปแบบกิจกรรมที่เข้ากับบริบทชุมชน การจัดงานสัมมนา ครั้งนี้ เน้นสร้างความร่วมมือพื้นที่นำร่อง 1.สมุทรสาคร ต.ยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว และ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน 3.นนทบุรี ที่ ต.ละหาร อ.บางบัวทอง และ ต.ท่าทราย อ.เมือง 4.เชียงใหม่ ต.โปงทุ่ง อ.ดอยเต่า 5.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ ต.เขาล้าน อ.เมือง และ ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย 6.นครศรีธรรมราช ที่ ต.บ้านตูล อ.ชะอวด และ ต.บ้านชะอวด อ.จุฬาภรณ์ รวมถึงพื้นที่คู่ขนานทุกภาคส่วนกว่า 20 พื้นที่ 

    “การจัดงานสัมมนา ครั้งนี้ ได้รวบรวมผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ข้อค้นพบ บทเรียนในพื้นที่จากกระบวนการขับเคลื่อนงานสุขเป็น มานำเสนอการขับเคลื่อนงานจิตวิทยาเชิงบวกในชุมชนด้วยกลไกชุมชนและเพื่อให้เกิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้เกี่ยวข้องทั้งภาคีระดับนโยบาย หน่วยงานวิชาการ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ เพื่อความร่วมมือในการทำงานยกระดับความรู้และขยายผลการดำเนินงานส่งเสริมพฤติกรรมลดเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต และสร้างสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อการสร้าง เด็ก เยาวชน และครอบครัวที่มีสุขภาพจิตสมบูรณ์ ส่งต่อทักษะการดูแลจิตใจในเชิงบวกให้สามารถรับมือกับปัญหาที่เข้ามากระทบกับจิตใจได้” น.ส.ภาวนา กล่าว

    น.ส.ภาวนา กล่าวอีกว่าความเครียด อันดับ 1 เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ เป็นหนี้สินจากรายจ่ายในครอบครัว ถัดมาเกิดจากปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว การสื่อสารด้วยอารมณ์ในบ้าน ทัศนคติต่างวัย ความคาดหวังที่พ่อแม่มีต่อลูก การแข่งขันที่รุนแรงในสังคม ทำให้เด็กกดดันสะสม เกิดเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิต เป็นภัยเงียบที่ต้องป้องกันและสร้างความตระหนักการสื่อสารเชิงบวกในครอบครัวและชุมชน ที่ ต.โปงทุ่ง พบอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุดใน จ.เชียงใหม่ (ข้อมูล ต.ค. 2565 – ก.ย. 2566) คือ 44 คนต่อประชากรแสนคน พบสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเสพสารเสพติด ดื่มสุรา ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว และเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย หรือโรคจิตเวช เมื่อผลักดันแนวทางด้านจิตวิทยาเชิงบวกในพื้นที่นำร่องของ ต.โปงทุ่ง ภายใต้โครงการสุขเป็นในพื้นที่ต่อเนื่องควบคู่กับการเฝ้าระวังและป้องกัน เกือบ 1 ปี ทำให้ไม่พบการฆ่าตัวตายสำเร็จ เกิดเป็นโปงทุ่งโมเดลเตรียมขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ สุขเป็น

     

     

    น.ส.ภาวนา กล่าวอีกว่าความเครียด อันดับ 1 เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ เป็นหนี้สินจากรายจ่ายในครอบครัว ถัดมาเกิดจากปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว การสื่อสารด้วยอารมณ์ในบ้าน ทัศนคติต่างวัย ความคาดหวังที่พ่อแม่มีต่อลูก การแข่งขันที่รุนแรงในสังคม ทำให้เด็กกดดันสะสม เกิดเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิต เป็นภัยเงียบที่ต้องป้องกันและสร้างความตระหนักการสื่อสารเชิงบวกในครอบครัวและชุมชน ที่ ต.โปงทุ่ง พบอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุดใน จ.เชียงใหม่ (ข้อมูล ต.ค. 2565 – ก.ย. 2566) คือ 44 คนต่อประชากรแสนคน พบสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเสพสารเสพติด ดื่มสุรา ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว และเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย หรือโรคจิตเวช เมื่อผลักดันแนวทางด้านจิตวิทยาเชิงบวกในพื้นที่นำร่องของ ต.โปงทุ่ง ภายใต้โครงการสุขเป็นในพื้นที่ต่อเนื่องควบคู่กับการเฝ้าระวังและป้องกัน เกือบ 1 ปี ทำให้ไม่พบการฆ่าตัวตายสำเร็จ เกิดเป็นโปงทุ่งโมเดลเตรียมขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ สุขเป็น

    hfocus team tipe Mon, 06/24/2024 - 18:47
  4. “สมศักดิ์” ตั้งคณะกรรมการแก้ไขเพิ่มเติมภารกิจ “กรมสุขภาพจิต” ทำกฎหมายให้อำนาจบำบัดผู้ติดยาเสพติดครบวงจร

    “สมศักดิ์” ตั้งคณะกรรมการแก้ไขเพิ่มเติมภารกิจ “กรมสุขภาพจิต” ทำกฎหมายให้อำนาจบำบัดผู้ติดยาเสพติดครบวงจร

    “สมศักดิ์” เซ็นตั้ง คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของ “กรมสุขภาพจิต”  มีปลัดสธ.เป็นประธาน ขณะที่ “อธิบดีกรมจิต-อธิบดีกรมการแพทย์”  เป็นกรรมการ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าพิจารณากำหนดบทบาท ภารกิจ โครงสร้างกรมฯ ทำร่างกฎหมาย ระเบียบ การดำเนินงานบำบัดรักษา ฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดอย่างครบวงจร

     

    ตามที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติด ทั้งในเรื่องการบำบัดรักษา การกำหนดถือครองยาบ้า 1 เม็ดเป็นผู้เสพที่ต้องระบุผู้ค้า เพื่อยึดทรัพย์ ควบคู่กับการดำเนินการต่างๆ ทั้งการผลักดันตั้งกองทุนสุขภาพจิตและยาเสพติด ใช้เงินจากการยึดทรัพย์ การเพิ่มภารกิจให้กรมสุขภาพจิตในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติด้วยนั้น โดยมีการมอบหมายนโยบายต่างๆ ตามที่เคยมีการเสนอข่าวมาก่อนหน้านี้

    (ข่าว : สมศักดิ์ เดินหน้า ‘กองทุนสุขภาพจิตและยาเสพติด’ ใช้เงินยึดทรัพย์หนุนบำบัดรักษา)

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามในคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 999/2567 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของกรมสุขภาพจิต ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2567 โดยระบุว่า

    ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายในการกำหนดให้กรมสุขภาพจิตมีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดอย่างครบวงจร จึงเห็นสมควรให้มีการพิจารณาปรับปรุง และแก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของกรมสุขภาพจิต

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

    ข้อ 1 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของกรมสุขภาพจิต มีองค์ประกอบ ดังนี้

    1.ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ

    2.รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ปลัดสธ.มอบหมาย   ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ

    3.อธิบดีกรมสุขภาพจิต  ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    4.อธิบดีกรมการแพทย์   ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    5.เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา   ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    6.ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    7.ผู้แทนเลขาธิการ ก.พ.     ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    8.ผู้แทนเลขาธิการ ก.พ.ร.   ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    9.ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรบุคคล สป.สธ.  ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    10.ผอ.กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สป.สธ.   ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    11.ผอ.กองบริหารการสาธารณสุข  สป.สธ.      ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    12.ผอ.สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่งกรรมการ

    13.รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่อธิบดีกรมสุขภาพจิตมอบหมาย   ดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการ

    14.ผอ.กองกฎหมาย สป.สธ.     ดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการ

    15.ผอ.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สป.สธ.    ดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการ

    16.ผอ.สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด สธ.  กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    ข้อ 2 ให้คณะกรรมการตามข้อ 1 มีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

    1.กำหนดนโยบาย แผน ยุทธศาสตร์ กรอบภารกิจ หน้าที่และอำนาจ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานให้กรมสุขภาพจิตมีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในเบื้องต้น

    2.พิจารณากำหนดบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของกรมสุขภาพจิต และจัดทำร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือประกาศที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดให้กรมสุขภาพจิตมีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดอย่างครบวงจร

    3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่ และอำนาจของกรมสุขภาพจิตมอบหมายก็ได้

    4.รายงานผลการดำเนินการตาม (1) และ(2) ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเพื่อพิจารณาต่อไป

    presscomdivi Mon, 06/24/2024 - 16:43
  5. ย้ำ! ปชช.ทุกสิทธิ เจ็บป่วยฉุกเฉิน “ใช้สิทธิ UCEP รักษา รพ.ใกล้บ้านได้ทุกที่”

    ย้ำ! ปชช.ทุกสิทธิ เจ็บป่วยฉุกเฉิน “ใช้สิทธิ UCEP รักษา รพ.ใกล้บ้านได้ทุกที่”

    สปสช. ย้ำประชาชนทุกสิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินมีอันตรายถึงชีวิต “ใช้สิทธิ UCEP รักษา รพ.ใกล้ที่สุดได้ทุกที่”  ยืนยันรักษาฟรีในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ทั้งรัฐและเอกชน หากยังถูกเรียกเก็บเงินให้แจ้งสายด่วน สปสช. 1330  

    เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2567 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP) ว่า สิทธิดังกล่าวเป็นนโยบายรัฐเพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดจนพ้นวิกฤตได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย สาเหตุที่มีนโยบายดังกล่าวเพราะก่อนหน้านี้เวลาประชาชนไปรับการรักษาฉุกเฉิน มักถูกเรียกเก็บค่ารักษา บางคนถึงขั้นขายทรัพย์สินเพื่อไปจ่ายค่ารักษา จึงเกิดระบบนี้ขึ้นมาในปี 2560 โดยช่วงแรกใช้กับโรงพยาบาลเอกชนก่อนเพื่อให้ประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านได้

    แต่ปัจจุบันระบบนี้ใช้กับทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน มีระบบการจ่ายเดียวกัน ทำให้ประชาชนที่เกิดภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน โดยมีช่วยระยะรับการรักษา 72 ชม. เมื่อคนไข้พ้นภาวะวิกฤตแล้ว ก็จะส่งต่อไปรับการรักษาตามระบบ เช่น ถ้าเป็นผู้มีสิทธิบัตรทองก็ประสานส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิที่ได้ลงทะเบียนไว้ เป็นต้น

    "UCEP เป็นสิทธิที่คุ้มครองคนไทยทุกคนทุกสิทธิการรักษาพยาบาล ให้สามารถเข้าถึงบริการรักษาในช่วงวิกฤตได้ สิทธินี้สำคัญมาก เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่ง ณ จุดนั้น ต้องมีหลักประกันว่าจะได้รับการรักษาตามมาตรฐานการแพทย์ เพื่อให้ปลอดภัยจากภาวะวิกฤตนั้นๆ เป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนต้องรู้และเข้าใจ และใช้สิทธินี้ได้เมื่อถึงความจำเป็น" นพ.จเด็จ กล่าว

    นพ.จเด็จ กล่าวอีกว่า อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่ใช้สิทธิ UCEP ได้นั้น จะต้องเป็นวิกฤตสีแดง เช่น หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น หรือมีอาการอื่นๆ จนทำให้หมดสติไม่รู้สึกตัว หรืออาการใดๆ ที่ส่งผลอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ถือว่าเข้าข่ายสีแดงที่ใช้สิทธิ UCEP ได้ ซึ่งตั้งแต่เริ่มนโยบายนี้จนถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้สิทธิเข้ารับการรักษา จนสามารถรักษาชีวิตได้มากกว่า 250,000 รายแล้ว ดังนั้น อยากเน้นย้ำว่าประชาชนทุกคนเมื่อเจออาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต อย่ากลัวที่จะไปโรงพยาบาล อย่ากลัวเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะนี่คือสิทธิที่ทุกคนมีและเข้าถึงได้ ให้รีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ทั้งของรัฐและเอกชนและไม่ต้องกลัวว่าจะได้รับการรักษาล่าช้า เพราะถ้าเป็นอาการป่วยฉุกเฉินวิกฤต แพทย์มีมาตรฐานทางการแพทย์ที่ต้องทำการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อรักษาชีวิตของคนไข้จนพ้นวิกฤตอยู่แล้ว

    ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มมีนโยบายนี้เป็นต้นมา ทำให้ปัญหาผู้ป่วยถูกเรียกเก็บเงินลดลงไปมาก แต่ก็ยังมีการเรียกเก็บเงินเป็นระยะ สาเหตุเนื่องจากบางครั้งโรงพยาบาลเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ทำให้คนที่มาทำหน้าที่ใหม่อาจยังไม่เข้าใจและเรียกเก็บเงิน ดังนั้น สปสช. จึงต้องทำการสื่อสารในประเด็นนี้เป็นระยะ และเน้นย้ำกับประชาชนว่า หากถูกเรียกเก็บเงินหรือให้วางเงินประกันก่อนการรักษาเมื่อเข้ารับการรักษาด้วยภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ผู้ป่วยหรือญาติสามารถแจ้งมาที่สายด่วน สปสช. 1330 ซึ่งจะมีกระบวนการไกล่เกลี่ยชี้แจงทำความเข้าใจกับโรงพยาบาลว่าไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ และถ้าโรงพยาบาลปฏิเสธไม่รับตัวเข้ารักษาก็ให้แจ้งที่สายด่วน 1330 เพื่อประสานให้ได้เช่นกัน

    ด้าน พญ.จุฑาสินี สัมมนานันท์ รักษาการรองผู้อำนวยการฝายการแพทย์คนที่ 2 โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กล่าวว่า นิยามคำว่าเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต คือ ภาวะฉุกเฉินที่ต้องให้การช่วยเหลือเร่งด่วน หากไม่ช่วยจะเสียชีวิต เช่น หัวใจหยุดเต้น หยุดหายใจ ไม่มีชีพจร ไม่รู้สึกตัว หายใจลำบาก เกิดการอุดกั้นของระบบทางเดินหายใจ หรือกลุ่มภาวะหอบเหนื่อยที่หากทิ้งไว้อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น หากเข้าข่ายอาการเหลือนี้สามารถใช้สิทธิ UCEP เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใกล้บ้านได้ทันที ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาลรัฐ ขอให้มั่นใจได้ว่ามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ยา เวชภัณฑ์ และมีเครือข่ายระบบส่งต่อที่สามารถดูแลโรคที่ต้องใช้ศักยภาพสูงได้ 

     "นโยบายนี้ส่งผลดีต่อทั้งประชาชนและผู้ให้บริการ ในส่วนของผู้ให้บริการ ทีมแพทย์จะให้การรักษาจนคนไข้พ้นวิกฤตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสิทธิการรักษาของผู้ป่วย และไม่ต้องกังวลว่าจะส่งต่อไปที่ไหน สามารถรักษาได้เต็มที่ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็จะมั่นใจในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะไปที่ไหนในประเทศไทย หากมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ก็สามารถเข้ารับบริการได้ทุกที่ ช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น" พญ.จุฑาสินี กล่าว

     

    hfocus team tipe Mon, 06/24/2024 - 16:25