Hfocus (เจาะลึกระบบสุขภาพ)

HealthFocus.in.th
  1. ‘อ.เดชา’ เตรียมให้ข้อมูลสร้างความเข้าใจการใช้น้ำมันกัญชาล็อตแรก 5,000 ขวด

    กรมแพทย์แผนไทยฯ เชิญอ.เดชา ประชุมคอนเฟอเรนซ์ให้ข้อมูลใช้น้ำมันกัญชา 25 รพ.ทั่วประเทศ ส่วนตำรับ "ศุขไสยาศน์" ยาแผนไทยกัญชาปรุงผสม มีผู้ป่วยขอรับบริการ 580 ราย ผ่านเกณฑ์ 280 ราย จ่ายยาแล้ว 150 ราย พร้อมจ่อขอใบกัญชาจากม.แม่โจ้ เร็วๆนี้

    นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการผลิตน้ำมันเดชา ว่า ขณะนี้กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร ได้ผลิตน้ำมันเดชาได้ประมาณ 2-3 หมื่นขวดแล้ว ซึ่งในวันที่ 25 กันยายนนี้ กรมฯ ได้เชิญ นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ มาประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกับตัวแทนโรงพยาบาล 13 แห่งที่ให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แผนไทย และ 12 โรงพยาบาลศูนย์ที่ให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์ เพื่อทำความเข้าใจในการใช้น้ำมันเดชา และคาดว่าจะมีการมอบน้ำมันเดชาล็อตแรก 5,000 ขวด ให้แก่ รพ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ด้วย สำหรับการยื่นเสนอคณะกรรมการจริยธรรมวิจัยในคน กระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการแก้ไขอีกเล็กน้อย อีก 1 สัปดาห์น่าจะทราบความคืบหน้า

    ภาพจากเฟซบุ๊กมูลนิธิข้าวขวัญ

    นพ.มรุต กล่าวว่า สำหรับการใช้ตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสม "ศุขไสยาศน์" ที่มีการกระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ให้เริ่มใช้มาประมาณ 3 สัปดาห์แล้วนั้น เท่าที่ได้รับรายงานมีผู้ป่วยขอเข้ารับบริการประมาณ 580 ราย เข้าเกณฑ์โรคที่จำเป็นต้องใช้ประมาณ 280 ราย มีการจ่ายยาไปแล้วประมาณ 150 ราย ซึ่งได้มีการย้ำกับทางแพทย์แผนไทยไปแล้วว่า หากอาการเข้าได้ เช่น นอนไม่หลับ ก็ให้จ่ายยาศุขไสยาศน์เป็นตัวแรกได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้ยาสมุนไพรตัวอื่นก่อน เพราะผู้ป่วยที่มาน่าจะมีการใช้ยาตัวอื่นแล้วไม่ได้ผลจึงมาขอรับยาศุขไสยาศน์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่จะให้มีการปรับคือเรื่องของขนาดยาที่ใช้ เนื่องจากพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเมื่อใช้ยาศุขไสยาศน์ ซึ่งจะใช้ 1 ซองในการผสมน้ำรับประทาน ปรากฏว่าเกิดอาการมึนงง จึงอาจให้เริ่มจากปริมาณน้อยก่อน คือ 1 ใน 4 ซองก่อน

    นพ.มรุต กล่าวว่า ส่วนโครงการปลูกกัญชาทางการแพทย์ "อิสระ01" ที่เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งจะนำช่อดอกกัญชามาทำเป็นสารสกัดกัญชาทางการแพทย์นั้น ส่วนใบและส่วนอื่นของกัญชาก็จะมีการทำลายนั้น ซึ่งทางการแพทย์แผนไทยสามารถนำใบและส่วนอื่นๆ ของกัญชามาเป็นส่วนผสมของตำรับยาได้นั้น เบื้องต้นได้มีการหารือกับทั้ง 3 หน่วยงาน รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แล้วว่า จะทำเรื่องของนำใบและส่วนอื่นของกัญชามาใช้ทางการแพทย์แผนไทย เพื่อไม่ต้องทำลายทิ้ง ซึ่งจะมีการทำหนังสือขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการต่อไป

  2. สปสช.ชวนผู้ป่วยสนใจร่วมโครงการรับยาร้านยา ลดความแออัด  ติดต่อสอบถามห้องยา รพ.ผ่านเว็บไซต์สปสช.

    สธ. สภาเภสัชกรรม สปสช. ร่วมเดินหน้านโยบาย ผู้ป่วยรับยาร้านยา 1 ต.ค. นี้ เตรียมความพร้อม รพ.และร้านยาดูแลประชาชน ลดความแออัด รพ. พร้อมแนะตรวจสอบรายชื่อ รพ./ร้านยาเข้าร่วมผ่านเว็บไซด์ สปสช.

    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2562 นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากโครงการลดความแออัดของโรงพยาบาลโดยร้านยาแผนปัจจุบันตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะเริ่มให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้ ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข สภาเภสัชกรรม สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) และ สปสช.ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการดำเนินการในทุกด้าน ที่ผ่านมานอกจากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมความเห็น เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 แล้ว ยังได้มีการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยา รวมถึงการเชื่อมต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

    ในการบริหารจัดการตามนโยบายนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีบทบาทหน้าที่ โดยกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้นำในการกำหนดนโยบายบริหาร คัดเลือกโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในสังกัดเข้าร่วมดำเนินการ สนับสนุนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่มาทำงานร่วมกัน พร้อมดำเนินการปรับปรุงระเบียบต่างให้สอดคล้อง รวมถึงกำกับติดตามผลการดำเนินการ โดยเมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือถึงอธิบดีทุกกรมในสังกัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ลงนามโดย นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ซึ่งจะทำให้เกิดการทำงานร่วมกันในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า สภาเภสัชกรรมจะมีบทบาทในฐานะองค์กรวิชาชีพ นอกจากการชวนร้านยาแผนปัจจุบันเข้าร่วมโครงการแล้ว ยังมีบทบาทในการกำกับติดตามคุณภาพร้านยาในภาพรวม เพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายนี้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ และจะทำการพัฒนาหลักสูตรการอบรมและหลักสูตรศึกษาต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมต่อการดูแลผู้ป่วยโดยร้านยาในระบบสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการสุ่มตรวจประเมินติดตามโครงการเพื่อความปลอดภัยกับผู้ป่วยอีกด้วย ขณะที่ในส่วนของโรงพยาบาลจะเป็นแม่งานหลักในพื้นที่ โดยจะมีการตั้งคณะทำงานที่มีผู้แทนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงาน ทั้งการคัดเลือกร้านยาที่เข้าร่วมโครงการตามคุณสมบัติตามที่ สปสช.กำหนด รวมถึงการวางแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่เหมาะสมตามบริบทของโรงพยาบาลแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังต้องทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใบสั่งยาโดยเภสัชกรของโรงพยาบาลก่อน ร้านยาในโครงการนี้ทำหน้าที่เสมือนห้องยาผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล

    นพ.ศักดิ์ชัยกล่าวต่อว่า ส่วนบทบาทของ สปสช.ต่อนโยบายนี้จะสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการและสนับสนุนเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อระบบเพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ยังออกระเบียบรองรับในการจ่ายเงินสนับสนุนให้กับโรงพยาบาลและร้านยาในการดำเนินการ

    โครงการฯ นี้ ในปีงบประมาณ 2563 ได้ตั้งเป้าหมายดำเนินการ 50 โรงพยาบาล และ 500 ร้านยา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครและลงทะเบียน โดยผู้ป่วยที่สนใจ ติดต่อสอบถามได้ที่ห้องยาของโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้  ตรวจสอบรายชื้อโรงพยาบาลและร้านยาแผนปัจจุบันที่ทยอยเข้าร่วมโครงการต่อนึ่อง ผ่านทางเว็บไซด์ สปสช.https://www.nhso.go.th/FrontEnd/page-contentdetail.aspx?CatID=MTI4OA==

  3. ‘อนุทิน’ ส่งทีมเฝ้าระวังป้องกันโรคหลังน้ำลด พร้อมเยียวยาสุขภาพจิต หลังเครียดกว่า 3 พันราย ต้องดูแลพิเศษ 193 ราย

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส่งทีมเฝ้าระวังป้องกันโรคลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้ประสบภัย เผยผลตรวจผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็น "ไข้หวัด-น้ำกัดเท้า"  


    เมื่อวันที่ 22 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้หลายพื้นที่น้ำเริ่มลด ได้ให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมเร่งประชาสัมพันธ์ แนะนำประชาชนทำความสะอาดบ้านเรือนที่อยู่อาศัย อนามัยสิ่งแวดล้อม ที่มีน้ำท่วมขัง เช่น หลุม บ่อน้ำ ห้องน้ำห้องสุขาในบ้านเรือน สถานที่สาธารณะ และให้เฝ้าระวังป้องกันโรคหลังน้ำลด ที่สำคัญได้แก่ โรคฉี่หนู ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่และโรคตาแดง รวมทั้งอุบัติเหตุจากการทำความสะอาด และตรวจสอบตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น ปลั๊กไฟ สายไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้มั่นใจว่าปลอดภัยก่อนนำกลับมาใช้ และดูแลบริเวณบ้านให้สะอาด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์พาหะนำโรค

    ส่วนจังหวัดทางภาคใต้ และจังหวัดอื่นๆ ที่อาจเกิดน้ำท่วมตามประกาศเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สถานบริการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมตาม มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และพร้อมช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด

    สำหรับผลการให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม - 19 กันยายน 2562 ได้ส่งทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์ออกบริการประชาชนทั้งหมด 444 ทีม ทีม MCATT เยียวยาด้านจิตใจ 56 ทีม ให้บริการตรวจรักษาทั้งหมด 16,066 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดและน้ำกัดเท้า เยี่ยมบ้าน 12,108 ราย ให้สุขศึกษา 17,593 ราย และคัดกรองสุขภาพจิต 31,600 ราย พบภาวะเครียด 3,043 ราย ติดตามดูแลพิเศษ193ราย รวมทั้งทีมอนามัยสิ่งแวดล้อม ออกเยี่ยมบ้าน สำรวจความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูหลังน้ำลด

  4. สธ.เชิญประชาชนรับบริการสุขภาพฟรี!  เนื่องในวันมหิดล

    กระทรวงสาธารณสุขจัดกิจกรรมบริการประชาชน เนื่องในวันมหิดล 24 กันยายน 2562 ฟรีตลอดวัน อาทิ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโรคคอตีบและบาดทะยัก ตรวจตา ตรวจเช็คเครื่องวัดความดันโลหิตและบริการสุขภาพมากมาย ที่ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี

    นพ.สุขุม กาญจนพิมายปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า วันมหิดล 24 กันยายนปีนี้ หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข พร้อมใจจัดกิจกรรมบริการประชาชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก อาทิ ตรวจวัดสายตา ตรวจวัดคลื่นหัวใจ/ความดันโลหิต ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก วัคซีนป้องกันโรคหัด-หัดเยอรมันเด็กอายุ 7-12 ปี วัคซีนป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมันเด็กอายุ 1 ปี – น้อยกว่า 7 ปี ตรวจรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ตรวจรักษากับแพทย์แผนจีน ตรวจเช็คเครื่องวัดความดันโลหิต เป็นต้น จึงขอเชิญชวนประชาชนมารับบริการสุขภาพฟรี ตั้งแต่เวลา 8.00 – 15.00 น. ณ โถงอาคาร 3 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี

     

  5. สพฉ. จัดคลิปวิดีโอสร้างความเข้าใจเคสผู้ป่วยฉุกเฉิน หลังพบ 60% มารักษาด้วยอาการไม่เร่งด่วน

    สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน จัดทำคลิปวีดีโอรณรงค์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนถึงภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่ต้องได้รับรักษาอย่างเร่งด่วน พร้อมระบุตัวอย่างการแบ่งสีกลุ่มผู้ป่วย แดง ชมพู เขียว เหลือง ขาว ให้ประชาชนแยกอาการได้ง่ายๆ

    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2562 นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้สพฉ.ได้จัดทำคลิปรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความเข้าใจถึงระบบการทำงานและการตรวจรักษาคนไข้ของทีมแพทย์จากห้องฉุกเฉิน ซึ่งในห้องฉุกเฉินนั้นผู้ป่วยที่ควรได้รับการดูแลรักษาเป็นอันดับแรกคือ ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความรุนแรงถึงแก่ชีวิต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในข้อเท็จจริงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินนั้น ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการรักษาในห้องฉุกเฉินจริงๆ ได้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาลที่ล่าช้า จนอาจส่งผลถึงอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินด้วย

    สพฉ.จึงได้จัดทำคลิปวีดีโอออกมา 2 ชุดเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้เข้าใจถึงอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้น โดยประชาชนทั่วไปสามารถคลิกเข้ารับชมคลิปวิดีโอได้ที่ยูทูบของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือคลิกเข้ารับชมคลิปวีดโอทั้ง 2 ชุดได้ที่ลิงค์ดังกล่าวนี้

    ลิงค์คลิปวีดีโอชุดที่ 1. https://www.youtube.com/watch?v=1pIJjRrtd6A&feature=youtu.be

    ลิงค์คลิปวีดีโอชุดที่ 2 https://www.youtube.com/watch?v=Kbtf3PEYLF0 

     

    รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า คลิปวีดีโอที่เราจัดทำขึ้นนี้จะบอกอาการของผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ทั้ง 5 ระดับตามหมวดสีต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ดังนี้

    1. กลุ่มสีแดงคือกลุ่มคนไข้ฉุกเฉินที่ได้รับอันตรายถึงชีวิตจะต้องได้รับการรักษาที่เร่งด่วนทันทีโดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการเบื้องต้นคือมีภาวะหัวใจหยุดเต้น ความดันโลหิตและสัญญาณชีพไม่ปรกติ

    2.กลุ่มคนไข้สีชมพู คือผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงมีภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต้องได้รับการตรวจภายใน 10 นาที โดยอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะซึม สับสน เจ็บหน้าอกและหัวใจเต้นผิดจังหวัด

    3.กลุ่มสีเหลืองคือผู้ป่วยที่ภาวะฉุกเฉินระดับปานกลาง ต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 30 นาที โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้อง ตัวเกร็ง ตัวงอ มีไข้มากกว่า 40 องศาเซลเซียส และสูญเสียการมองเห็นฉับพลัน

    4. กลุ่มผู้ป่วยสีเขียวคือผู้ป่วยเจ็บเล็กน้อย ต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 1ชั่วโมง เช่นผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ อาเจียน มีไข้ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส

    5. กลุ่มสีขาวคือผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยทั่วไปที่มีไข้ปวดศีรษะเล็กน้อย หรือผู้ป่วยที่มารับยากลับบ้านซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ ควรได้รับการตรวจภายใน 2 ชั่วโมง

     ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่มาใช้บริการห้องฉุกเฉิน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างประชาชนผู้ใช้บริการกับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ซึ่งประชาชนบางส่วนยังไม่ทราบว่าทีมแพทย์ห้องฉุกเฉิน จะต้องให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์หรือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตก่อนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ป่วยฉุกเฉินหรือคนที่เจ็บป่วยหนักให้มากที่สุด เราจึงหวังว่าการทำคลิปวีดีโอรณรงค์ 2 คลิปนี้ออกมาจะช่วยสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนที่จะเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลได้  

    อย่างไรตามหากประชาชนทั่วไปที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองมีอาการเจ็บป่วย ควรรีบไปพบแพทย์ในช่วงเวลาทำการปกติ (เวลา 08.00 – 16.00 น.) เพื่อให้แพทย์ที่ออกตรวจในเวลาปรกติสามารถตรวจรักษาและวินิจฉัยอาการได้ ไม่ควรรอจนรู้สึกว่าตนเองมีอาการป่วยจนทนไม่ไหว และที่สำคัญหากเป็นกรณีของการเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือหากเราพบผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ทันทีให้รีบโทรแจ้งสายฉุกเฉิน 1669 ซึ่งทีมแพทย์จะรีบเข้าให้การช่วยเหลือและนำผู้ป่วยส่งไปรักษายังโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงทีในอีกช่องทางหนึ่งด้วย