Hfocus (เจาะลึกระบบสุขภาพ)

HealthFocus.in.th
  1. อนามัยโลกประกาศบัญชีจำแนกโรคฉบับใหม่ ICD-11 ให้มีผลบังคับใช้ปี 2565

    เว็บไซต์องค์การอนามัยโลก www.who.int เจนีวา – องค์การอนามัยโลกประกาศบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศฉบับที่ 11 (International Classification of Diseases, ICD-11) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา

    บัญชีจำแนกโรคเป็นพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มและสถิติด้านสุขภาพโดยประกอบด้วยรหัสสำหรับระบุการบาดเจ็บ โรค และสาเหตุการเสียชีวิตราว 55,000 รายการ และถือเป็นภาษากลางสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพทั่วโลกใช้แบ่งปันข้อมูลทางการแพทย์

    “บัญชีจำแนกโรคนับเป็นความภูมิใจขององค์การอนามัยโลกอย่างแท้จริง” ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการอนามัยโลกกล่าว “บัญชีจำแนกโรคช่วยไขความกระจ่างถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิต ซึ่งช่วยให้เราสามารถป้องกันการเจ็บไข้ได้ป่วยและการเสียชีวิต”

    บัญชี ICD-11 ใช้เวลาจัดทำนานกว่าทศวรรษและมีคุณภาพดีขึ้นกว่าหลายฉบับก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ บัญชี ICD-11 เป็นบัญชีฉบับแรกที่จัดทำในรูปแบบอิเล็กส์ทรอนิกและสามารถใช้งานได้ง่าย การจัดทำบัญชีฉบับใหม่ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์มากเป็นประวัติการณ์ เห็นได้จากโครงร่างงานวิจัยซึ่งกว่า 10,000 โครงการที่ส่งมาถึงคณะกรรมการจัดทำบัญชี ICD

    บัญชี ICD-11 จะนำเสนอในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกในเดือนพฤษภาคมปีหน้าและจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2565 ซึ่งการเปิดตัวบัญชี ICD-11 อย่างไม่เป็นทางการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ชาติสมาชิกได้วางแผนแนวทางการใช้บัญชีฉบับใหม่ เตรียมการแปลเนื้อหา และฝึกอบรมบุคคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ

    บัญชี ICD ยังเป็นประโยชน์สำหรับผู้ให้บริการประกันสุขภาพซึ่งอ้างอิงการเบิกจ่ายตามรหัส ICD ผู้จัดการโครงการสาธารณสุขระดับประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บบันทึกข้อมูล รวมถึงนักวิจัยที่ติดตามความคืบหน้าด้านสาธารณสุขในระดับโลกและประเมินการจัดสรรทรัพยากรสาธารณสุข

    ICD-11 ยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านการแพทย์และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เห็นได้จากรหัสที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาต้านจุลชีพมีความสอดคล้องมากขึ้นกับระบบเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาระดับโลก (Global Antimicrobial Resistance Surveillance System, GLASS)

    นอกจากนี้บัญชี ICD-11 ยังสามารถเก็บข้อมูลความปลอดภัยด้านการดูแลรักษาได้ดีกว่า ซึ่งในทางหนึ่งจะช่วยให้สามารถระบุและลดเหตุการณ์ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ (เช่น กระบวนการทำงานที่ไม่ปลอดภัยในโรงพยาบาล)

    อนึ่ง บัญชีจำแนกโรคฉบับใหม่ได้จำแนกเนื้อหาส่วนการแพทย์แผนโบราณและสุขภาพทางเพศไว้เป็นเอกเทศ โดยได้บรรจุอาการติดเกมไว้ในหมวดอาการเสพติด

    ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า การทบทวนบัญชีจำแนกโรคมีหลักการสำคัญที่จะลดความซับซ้อนของโครงสร้างรหัสและรองรับระบบอิเล็กส์ทรอนิคเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นและบันทึกข้อมูลโรคได้อย่างถูกต้อง และว่า บัญชี ICD เป็นหลักสำคัญสำหรับบันทึกข้อมูลสุขภาพซึ่งบัญชี ICD-11 จะช่วยสะท้อนสภาพการณ์ปัจจุบันของโรค

    บรรณาธิการแถลง

    บัญชี ICD-11 โยงกับรายการยาที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์และสามารถขึ้นทะเบียนสำหรับการรักษาโรคมะเร็ง บัญชี ICD-11 สามารถรองรับการใช้งานหลายภาษา และองค์การอนามัยโลกจะให้การสนับสนุนแก่ชาติสมาชิกในกระบวนการประกาศใช้บัญชี ICD-11

    แปลจาก WHO releases new International Classification of Diseases (ICD 11) www.who.int

  2. อย.เตือนอันตราย ‘Me 2 Slim’ อาหารเสริมอ้างลดอ้วน สวมเลข อย.ผลิตภัณฑ์อื่น

    พบอีกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “Me 2 Slim” สวมเลขสารบบอาหารของผลิตภัณฑ์อื่น โฆษณาอ้างลดอ้วนผ่านสื่อออนไลน์ อย.เตือนภัยผลิตภัณฑ์อ้างลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วมักตรวจพบสารไซบูทรามีน ผลข้างเคียงถึงชีวิต

    นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่าได้ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “Me 2 Slim” มารับประทาน ฉลากระบุเลขสารบบอาหาร 12-1-09448-1-0075 ผลิตและ จัดจำหน่ายโดย : Me 2 SLIM.Co.Ltd เลขที่ 885/9 อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270, MSD 9/12/60 Exp : 9/12/63 เมื่อสืบค้นเลขสารบบอาหารพบชื่อผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกัน

    อย.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏพบ เลขสารบบอาหารดังกล่าวเป็นของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชื่อ ราวินล่า (โปรตีนสกัดจาก ถั่วเหลือง สารสกัดจากข้าวใบบาร์เลย์ โปรตีนจากข้าวสาลี (กลูเต็น) และ แอล - คาร์นิทีนฟูมาเรท) สถานะผลิตภัณฑ์คงอยู่ โดยตรวจไม่พบข้อมูลผลิตภัณฑ์อาหารในชื่อ “Me 2 Slim” และเมื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตามที่ระบุบนฉลาก พบว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นสถานที่ผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Me 2 Slim แต่อย่างใด

    นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบสื่อเฟซบุ๊ก ชื่อ Me 2 Slim Thailand พบข้อความโฆษณาสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ Me 2 Slim โดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น เบิร์นแรง หุ่นดีคอนเฟิร์ม จบปัญหาลดยาก...มีทูสลิมอาหารเสริมลดน้ำหนักที่ปลอดภัยทำให้คุณมีหุ่นใหม่ที่ไฉไล ฯลฯ โดยในขณะนี้ อย.ได้ดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับกับผู้ที่กระทำความผิดแล้ว

    รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาอวดอ้างว่าสามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว มักตรวจพบว่ามีส่วนผสมของสารไซบูทรามีน ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เตือนภัยผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ต้องควบคุมอาหาร กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเลี่ยงอาหาร หวาน มัน เค็ม ย้ำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงอาหารชนิดหนึ่ง หากมีการโฆษณาว่าสามารถช่วยรักษาโรค ลดความอ้วน หรือมีผลในทางยา ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีส่วนผสมของสารดังกล่าว

    หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง การผลิต/จำหน่าย ผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือที่ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ ปณ.1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือร้องเรียน ผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดประเทศ

  3. แบนไขมันทรานส์ในไทย เริ่ม 9 ม.ค.62 หวังลดเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

    ตั้งแต่ 9 ม.ค.62 ไม่มีไขมันทรานส์ในไทย ทั้งที่ผลิตเองและนำเข้า หลังจากนั้น อย.จะตรวจเข้มให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หวังลดจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด คุ้มครองสุขภาพประชาชน

    นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์

    นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวถึงการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially hydrogenated oils, PHOs) ซึ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันทรานส์ และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหาร ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ว่า ในเรื่องอันตรายจากไขมันทรานส์นี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการติดตามและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยองค์การอนามัยโลกได้ถือเป็นวาระร่วมกันของทุกประเทศในการหาแนวทางแก้ไข

    ทั้งนี้ ไขมันทรานส์เป็นไขมันไม่อิ่มตัว สามารถพบได้ทั้งในธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง นม เนย ชีส และ เนื้อสัตว์ และจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงในน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งจะพบไขมันทรานส์ได้ในอาหารสำเร็จรูปที่มีเนยเทียมหรือเนยขาวเป็นส่วนประกอบ เช่น โดนัททอด พัพ พาย เค้ก คุกกี เวเฟอร์ เป็นต้น อันตรายจากไขมันทรานส์คือ ทำให้ระดับ โคเลสเตอรอลรวม โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีผลให้ระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

    นพ.วันชัย กล่าวต่อว่า ในปี 2559 อย.ได้ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้งบประมาณของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ดำเนินโครงการ “ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์” สำรวจข้อมูลปริมาณไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์น้ำมันและไขมัน และผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งจัดประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการไขมันและน้ำมัน และ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อหาแนวทางในการลดหรือพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ซึ่งไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติม ไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งผู้ผลิตน้ำมันและไขมันยืนยันถึงความเป็นไปได้ในการปรับสูตรและกระบวนการผลิตน้ำมันและไขมัน โดยใช้กระบวนการผสมน้ำมัน (Oil blending) แทน และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารได้พัฒนาและปรับปรุงสูตรส่วนประกอบ ของผลิตภัณฑ์อาหาร โดยไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว

    จากผลการศึกษา อย.จึงได้กำหนดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยออกเป็น “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย” ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือ จำหน่าย รวมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกด้วย ทั้งนี้ ไม่ได้ห้ามการตรวจพบไขมันทรานส์ในผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจากอาจมีการใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์ตามธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ และภายหลังจากที่ประกาศฯ มีผลใช้บังคับ อย.จะดำเนินการตรวจสอบเฝ้าระวัง ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า หรือสถานที่จำหน่ายอย่างเข้มงวด หากพบการฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    “ในส่วนของผู้บริโภคไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากผลิตภัณฑ์อาหารที่จำหน่ายในปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรเจนบางส่วนแล้ว” เลขาธิการ อย. กล่าว

  4. WHO จัดอันดับไทยจัดการโรคไม่ติดต่อที่ 3 ของโลก ที่ 1 อาเซียน

    องค์การอนามัยโลกจัดอันดับไทยมีความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดการสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อเป็นอันดับ 3 ของโลก ร่วมกับประเทศฟินแลนด์และนอร์เวย์ และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน เร่งดำเนินการ 6 ยุทธศาสตร์ แผนการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ 5 ปี (พ.ศ.2560 - 2564)

    เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2561 นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) ครั้งที่ 1/ 2561 เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการทำงานประเด็นยุทธศาสตร์ต่าง ๆ และพิจารณาการเตรียมการรับการติดตามความก้าวหน้าจากคณะทำงานด้านโรคไม่ติดต่อขององค์การสหประชาชาติ (UNIATF)

    นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ประเทศไทยมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อมาอย่างต่อเนื่อง และตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ 5 ปี (พ.ศ.2560 - 2564) โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดอันดับให้ไทยมีความก้าวหน้าการดำเนินงานจัดการสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อเป็นอันดับ 3 ของโลกร่วมกับประเทศฟินแลนด์และนอร์เวย์ และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยคณะทำงานด้านโรคไม่ติดต่อขององค์การสหประชาชาติ (UNIATF) จะมาติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อของไทย ตามข้อตกลงในปฏิญญาของสหประชาชาติว่าด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ตั้งเป้าลดการตายก่อนวัยอันควรจากโรคเหล่านี้ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2568 และลดลง 1 ใน 3 ภายในปี 2573 ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในวันที่ 28 - 30 สิงหาคม 2561

    นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อยังคงเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของประเทศไทยและทั่วโลก ทั้งจำนวนการเสียชีวิตและภาระโรคโดยรวม หากไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง อาจเกิดผลกระทบรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชากรทุกกลุ่มวัย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยกระทรวงสาธารณสุข จะเร่งรัดการดำเนินการจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค เพื่อชะลอการเกิดผู้ป่วยรายใหม่ ลดภาวะแทรกซ้อน ให้มีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแผนการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ 5 ปี (พ.ศ.2560 - 2564) ได้ดำเนินการตาม 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

    1.พัฒนานโยบายสาธารณะและกฎหมายที่สนับสนุนการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ อาทิ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย น้ำมันและอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันทรานส์ ยุทธศาสตร์เกลือและโซเดียม ภาษีน้ำตาล สัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice) การปฏิบัติตามกฎหมายบุหรี่และสุรา

    2.เร่งขับเคลื่อนทางสังคมสื่อสารความเสี่ยงและประชาสัมพันธ์ สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

    3.การพัฒนาศักยภาพชุมชน/ท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย เช่น คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ตำบลจัดการสุขภาพ สถานประกอบการปลอดโรคปลอดภัย

    4.พัฒนาระบบเฝ้าระวังและการจัดการข้อมูล มีศูนย์ข้อมูลกลางเชื่อมโยงทุกระดับ ระบบเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อและปัจจัยเสี่ยงระดับองค์กรและกลุ่มประชากรเฉพาะ

    5.ปฏิรูปการจัดบริการเพื่อลดเสี่ยงและควบคุมโรคให้สอดคล้องกับสถานการณ์โรคและบริบทพื้นที่ เช่นคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในโรงพยาบาลทุกระดับ ทีมหมอครอบครัว

    และ 6.พัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างบูรณาการ

  5. นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : ไขมันทรานส์กับโรคหัวใจ

    Wand DD กับ Hu FB จาก Harvard School of Public Health ได้ทำการรีวิวข้อมูลวิชาการอย่างละเอียดครอบคลุมเกี่ยวกับการบริโภคไขมันกับเรื่องโรคหัวใจ ตีพิมพ์ใน Annual Review of Nutrition ปี 2017

    เกี่ยวกับไขมันทรานส์นั้น มีงานวิจัยจำนวนมากที่พยายามศึกษาผลของการบริโภคไขมันทรานส์กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และการตายจากโรคหัวใจขาดเลือด โดยงานวิจัยมีหลายเกรด ตั้งแต่ระดับอ่อนไปจนถึงระดับที่น่าเชื่อถือ

    หากเอาเฉพาะข้อมูลวิจัยที่มีรูปแบบการศึกษาที่น่าเชื่อถือคือ การศึกษากลุ่มประชากรแบบติดตามไปข้างหน้า (prospective study) จะสรุปได้ง่ายๆ ว่า

    หนึ่ง ไขมันทรานส์จะส่งผลให้ไขมันเลว (LDL) สูงขึ้น และไขมันดี (HDL) ลดลง และส่งผลให้สัดส่วนของไขมันคอเลสเตอรอลรวมต่อไขมันดี (TC/HDL) สูงขึ้น ซึ่งไอ้เจ้าสัดส่วนนี้ได้รับการศึกษามาแล้วว่าเป็นตัวที่ใช้ทำนายว่าจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้

    สอง หากรู้ลึกๆ จะพบว่าไขมันทรานส์นั้นมีหลายรูปแบบ รูปแบบที่ร้ายนั้นมักเป็นประเภท 18:1, 18:2 isomers โดย 18:2 นั้นร้ายกว่า 18:1 และพวกนี้มักเกิดจากการผลิตของวงการธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารที่ทำกระบวนการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช เพื่อหวังผลเรื่องผลผลิตที่เกิดจากการกระบวนการนี้ ในขณะที่อาหารตามธรรมชาติก็มีไขมันทรานส์เช่นกัน เช่น พวกนมทั้งหลาย แต่มักเป็นไขมันทรานส์ที่อยู่ในรูปแบบ 16:1n-7 isomer ซึ่งหลายงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด แต่อาจเกิดประโยชน์หลายทาง เช่น ลดอัตราการผลิตไขมันของตับ และเพิ่มความไวต่อฮอร์โมนอินซูลินของกล้ามเนื้อ

    อย่างไรก็ตามก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าประโยชน์ดังกล่าวนั้นเกิดจากตัวไขมันทรานส์ 16:1n-7 เอง หรือจากสารอื่นในนม เช่น วิตามินดี เกลือแร่ แกงกลิโอไซด์ หรืออื่นๆ

    ดังนั้นการแบนไขมันทรานส์ในวงการอุตสาหกรรมอาหารนั้นก็น่าจะดี และน่าจะส่งผลดีต่อการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดในประชากรของประเทศ แต่อย่าลืมว่าโรคหัวใจขาดเลือดนั้นเกิดจากหลายสาเหตุมาก ไม่ใช่แค่ไขมันทรานส์นะครับ

    เราจึงไม่สามารถตั้งความหวังอันสูงสุดไว้กับการแบนไขมันทรานส์ แต่ยังต้องมุ่งมั่นขันน็อตการส่งเสริมสุขภาพ ให้ความรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่ดีแก่ประชาชน พร้อมกับส่งเสริมทางเลือกในการบริโภคที่ดีให้แก่ประชาชนไปด้วย

    ไม่งั้นเหลียวซ้ายแลขวาจะเจอกิจการที่ทำกำไรสูง อินเทรนด์ แม้จะไร้ไขมันทรานส์ แต่ไขมัน น้ำตาล เกลือก็ยังสูงรายรอบตัว สุดท้ายก็หนีไม่พ้นโรคหัวใจขาดเลือดและพรรคพวกอยู่ดี

    ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    สธ.ประกาศอีก 180 วัน ห้าม ผลิต นำเข้า จำหน่ายอาหารที่มี ‘กรดไขมันทรานส์’

    ชื่นชม สธ.แบน ‘ไขมันทรานส์’ เชื่อคนไทยป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดลดน้อยลง