Hfocus (เจาะลึกระบบสุขภาพ)

  1. อย.อนุมัติใช้ยาฉีด Evusheld ภูมิคุ้มกันสำเร็จ พร้อมใช้ผู้ป่วยไต

    อย.อนุมัติใช้ยาฉีด Evusheld ภูมิคุ้มกันสำเร็จ พร้อมใช้ผู้ป่วยไต

    อย. อนุมัติใช้ยาฉีด Evusheld เพื่อป้องกันโควิด19  ด้าน อย.อนุมัติจัดซื้อแล้ว เบื้องต้น 2 แสนโดส แต่ไม่ต้องเพิ่มงบฯ แค่เปลี่ยนแปลงสัญญา หวังนำมาใช้ผู้ป่วยโรคไต

     

    เมื่อวันที่  29  มิ.ย. 2565 นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อนุมัติขึ้นทะเบียนยา Evusheld ของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ภายใต้การอนุญาตแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565  ซึ่งยา Evusheld เป็นยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ใช้เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 แต่ไม่ได้ใช้สำหรับการรักษาแต่อย่างใด และไม่ได้นำมาใช้แทนที่การสร้างภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน โดยยานี้สามารถใช้ได้ในกลุ่มผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ที่มีน้ำหนักตัวอย่างน้อย 40 กิโลกรัม สำหรับประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้ ควรแจ้งข้อมูลเบื้องต้นกับแพทย์ เช่น ประวัติการแพ้ยา ประวัติการรักษาโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร รวมถึงประวัติการได้รับวัคซีน เป็นต้น ทั้งนี้ ยา Evusheld ได้รับการขึ้นทะเบียนยาแล้วจากทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา

     

    นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค  กล่าวถึงแนวทางการให้ยาฉีด Evusheld เพื่อป้องกันโควิด-19 หลังจากอย.ได้อนุมัติให้มีการใช้แล้ว ว่า กรมควบคุมโรคได้รับการอนุมัติให้มีการจัดซื้อแล้ว เบื้องต้นจำนวน 2 แสนโดส แต่ไม่ได้เพิ่มงบประมาณเพื่อจัดซื้อ แต่จะขอเปลี่ยนแปลงสัญญากับทางบริษัทผู้ผลิตเพื่อเปลี่ยนจากวัคซีน มาเป็นยาดังกล่าวแทน ส่วนการนำไปใช้นั้น คณะกรรมการวิชาการในคณะกรรมกาโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบให้นำมาใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกัน คือผู้ป่วยโรคไต ผู้เปลี่ยนไต ฟอกไต และเนื่องจากเป็นยาใหม่ จึงมีข้อเสนอว่าให้มีการทำการศึกษาด้วย

     

    presscomdivi Wed, 06/29/2022 - 15:40
  2. ย้ำ! วัคซีนโควิดทุกชนิด ทั้ง mRNA – ไวรัลเวคเตอร์-โปรตีนซับยูนิต สู้ “BA.4- BA.5” ลดป่วยหนักเสียชีวิต

    ย้ำ! วัคซีนโควิดทุกชนิด ทั้ง mRNA – ไวรัลเวคเตอร์-โปรตีนซับยูนิต สู้ “BA.4- BA.5” ลดป่วยหนักเสียชีวิต

    กรมควบคุมโรคชี้หลังไทยเตรียมเข้า Post-pandemic  เน้นจับตาตัวเลข “ป่วยหนักใส่ท่อช่วยหายใจ-เสียชีวิต” เพราะจะสะท้อนสถานการณ์ความรุนแรง และระบบสาธารณสุขว่ารองรับได้หรือไม่ ย้ำ! วัคซีนโควิดยังช่วยลดรุนแรงและเสียชีวิตจากเชื้อโอมิครอน BA.4 และ BA.5 ได้ แม้ป้องกันการติดเชื้อจะลดลงในวัคซีนทุกแพลตฟอร์ม เตรียมไฟเซอร์ฝาแดงให้เด็กเล็ก รอขึ้นทะเบียน อย.

     

    เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีมีการระบุว่าสถานการณ์โรคโควิด – 19 ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อจริงสูงกว่าที่มีการรายงานราวๆ 10 เท่า ว่า ในข้อมูลทั่วโลกที่มีการรายงานขณะนี้ก็ไม่ใช่ตัวเลขผู้ติดเชื้อจริง มีการคาดการณ์ว่ามากกว่าตัวเลขที่รายงาน 7-8 เท่า ซึ่งการติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อและแนวโน้มการระบาดของโรคในส่วนของประเทศไทยนั้น  ขณะนี้แนวโน้มการติดเชื้อเพิ่มขึ้นจริง หลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ มากขึ้น แต่ไม่ได้รุนแรงเหมือนการระบาดช่วงสายพันธุ์เดลตา และโอมิครอนในช่วงแรกๆ  อย่างไรก็ตาม เมื่อเรากำลังจะปรับระบบเข้าสู่ Post-pandemic ตัวเลขที่ต้องติดตาม คือ ผู้ป่วยอาการหนักที่ใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้เสียชีวิต ซึ่งจะสะท้อนสถานการณ์ว่าจริงๆ แล้วโรครุนแรงหรือไม่ ระบบสาธารณสุขรองรับได้หรือไม่ ซึ่งกรมควบคุมโรคมีระบบเฝ้าระวังอยู่

    “ข้อมูลขณะนี้ อัตราการติดเชื้อป่วยเสียชีวิตอยู่ที่ 0.07 % ถือว่าใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีอัตราการป่วยเสียชีวิต 1 ใน พัน หรืออยู่ที่ 0.1% ซึ่งไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ได้ตรวจทุกวัน และขณะนี้โรคโควิดยังถือว่ามีความรุนแรงน้อยกว่าอีกหลายๆ โรค ต่อวัน” นพ.โอภาส กล่าว

    เมื่อถามว่าขณะนี้มีโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 การฉีดวัคซีนโควิดป้องกันมีการพูดกันว่า ชนิด mRNA น่าจะมีประสิทธิภาพสูงสุด นพ.โอภาส กล่าวว่า จริงๆทุกตัว เมื่อเจอสายพันธุ์ใหม่ๆ ความสามารถในการป้องกันติดเชื้อลดทุกตัว ซึ่งตามทฤษฎีอย่าง BA.4 และ BA.5 มีการกลายพันธุ์ตรงสไปร์ทโปรตีน หรือโปรตีนหนามแหลม และเมื่อนำ mRNA มาสร้างก็จะโปรตีนที่สร้างสไปร์ทโปรตีน โดยทฤษฎีการตอบสนอง BA.4 และ BA.5 ก็จะลดลง แต่เป็นวัคซีนทุกแพลตฟอร์ม

    “จริงๆ เชื้อกลายพันธุ์เร็วกว่าวัคซีนที่ผลิตได้ แต่ประสิทธิภาพลดลง แต่ไม่ได้หมด  คือ ทั้ง mRNA หรือไวรัลเวคเตอร์ จะลดลง ส่วนเชื้อตายไม่ค่อยฉีด พบว่าประสิทธิภาพการป้องกันติดเชื้อจะลดลง แต่ประสิทธิภาพลดอาการป่วยหนัก และเสียชีวิตยังมีอยู่ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขพูดด้วยข้อมูล คือ ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นทุก 4 เดือนจะช่วยลดการป่วยหนัก และเสียชีวิตได้จริง จึงขอเชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงไปฉีด ทั้งกลุ่ม 608  กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่สื่อมวลชนที่ไปทำงานหลายๆที่” นพ.โอภาส กล่าว

    ผู้สื่อข่าวถามถึงวัคซีนโปรตีนซับยูนิต หากมาใช้เป็นเข็มกระตุ้นจะช่วยกระตุ้นภูมิฯ ได้มากด้วยหรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า เนื่องจากวัคซีนนี้ ผลวิจัยต่างประเทศค่อนข้างน้อย ไม่สามารถบอกได้ว่าหากบูสเตอร์ดีกว่าหรือไม่  แต่ข้อมูลเบื้องต้นการบูสเตอร์ถือว่าใช้ได้  อย่างไรก็ตาม เรามีการกระจายให้ฉีดเป็นเข็มแรก หรือเข็มสอง หรือคนที่แพ้วัคซีนตัวอื่น หรือหากต้องการฉีดชนิดนี้ก็ถือว่าฉีดได้ อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า วัคซีนทุกตัวมีประสิทธิภาพป้องกันการป่วยการตายได้ แต่ BA.4 และ BA.5  ความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อลดลง ซึ่งไม่ได้ลดมาก ลดระดับปานกลาง แต่เราต้องใช้มาตรการอื่นๆด้วย คือ สวมหน้ากากอนามัย

    “สิ่งสำคัญขอให้มาฉีดวัคซีน อย่างเข็ม 3 โดยเฉพาะกลุ่ม 608 ยังพบมากที่ไม่มาฉีดเข็มกระตุ้น ส่วนคนที่เจอกับคนมากๆ ทำงานผับ บาร์ คาราโอเกะ ก็มีความเสี่ยง บุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ขอให้ฉีดกระตุ้นทุก 4 เดือน สามารถฉีดวัคซีนตัวไหนก็ได้ และการสวมใส่หน้ากากอนามัยยังจำเป็น ซึ่งจริงๆจะมีประโยชน์มากในคนมีเชื้อ เพราะใส่แล้วจะลดการแพร่เชื้อได้ แต่ที่ดีสุดคือ ทุกคนใส่ ส่วนจะต้องใส่ตลอดเวลาหรือไม่ก็ไม่เหมาะ หากอยู่ในที่แออัด ระบายอากาศไม่ดี ทุกคนต้องใส่ แต่หากอยู่กลางแจ้ง ออกกำลังกายอันนี้ไม่ต้องใส่” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีการขึ้นทะเบียนวัคซีนไฟเซอร์ในเด็กเล็ก นพ.โอภาส กล่าวว่า ขณะนี้เท่าที่ทราบมีไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ซึ่ง อย.ได้ขอให้ผู้นำเข้ามายื่นทะเบียนกับ อย. โดยของไฟเซอร์ เรียกว่าฝาสีแดง โดยโดสลดลงขนาดกว่าของเดิมเป็น 10 เท่า เหมาะกับการฉีดเด็กเล็ก ซึ่งทางเราติดต่อไฟเซอร์ เพื่อขอแก้ไขสัญญา ที่ส่งไฟเซอร์เดิมปี 65 ขอไป 30 ล้านโดส จะขอเป็นตัวนี้เพิ่มเติมอยู่ในขั้นตอนเจรจา และขออนุมัติจากท่านรองนายกฯ เห็นชอบต่อไป

     

     

     

     

     

     

     

     

    presscomdivi Wed, 06/29/2022 - 15:13
  3. เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่-สสส. จัดเวทีเชิดชูเกียรติ 10 โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่และแอลกอฮอล์ พื้นที่กรุงเทพฯ

    เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่-สสส. จัดเวทีเชิดชูเกียรติ 10 โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่และแอลกอฮอล์ พื้นที่กรุงเทพฯ

    เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่-สสส. จัดเวทีเชิดชูเกียรติ 10 โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่และแอลกอฮอล์ พื้นที่กรุงเทพฯ เผยผลสำรวจโรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่เป็นประจำ มีนักเรียนที่อยากลองสูบน้อยกว่าโรงเรียนที่จัดกิจกรรมแบบนาน ๆ ครั้ง เกือบ 2 เท่า  

    วันนี้ 29 มิถุนายน 2565 ที่โรงแรมเอเชีย เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดยการสนับสนุนของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานเวทีเชิดชูเกียรติ  10  โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่และแอลกอฮอล์ พื้นที่กรุงเทพฯ   ณ ห้องราชเทวี 2 โรงแรมเอเชีย (เขตราชเทวี กรุงเทพฯ)

    โดยนางสุวิมล จันทร์เปรมปรุง คณะกรรมการบริหารเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ เปิดเผยว่าเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ขับเคลื่อนงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้เกิด “โรงเรียนปลอดบุหรี่ต้นแบบและแอลกอฮอล์” ที่มีการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม  โดยตั้งแต่ปี 2564 ได้ดำเนินโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ในพื้นที่กรุงเทพฯ  สนับสนุนให้โรงเรียนต่าง ๆ ขับเคลื่อนงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ด้วยแนวทาง 7 มาตรการ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตพื้นที่ที่การศึกษามัธยมศึกษา

    กรุงเทพมหานครเขต 1 และ เขต 2 ส่งผลให้เกิดเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่พื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 74 โรงเรียน และมี 10 โรงเรียน  ที่ได้พัฒนายกระดับและผ่านเกณฑ์ประเมินสู่การเป็นโรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีจุดเด่นชัดด้านการพัฒนาจนเกิดนวัตกรรมเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ คือ  เกิดการขับเคลื่อนงาน กิจกรรม ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือกระบวนการใหม่ ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ โดย การทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีใหม่ ๆ ซึ่งแตกต่างจากวิธีปฏิบัติเดิมที่เคยทำมาก่อน และเกิดการพัฒนาต่อยอดจากเดิมด้านการควบคุมยาสูบและแอลกอฮอล์ในโรงเรียน 

    นางชุลีพร  วงษ์พิพัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา  กล่าวว่า กทม. สนับสนุนและมีนโยบายให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ต้องปลอดบุหรี่และแอลกอฮอล์ รวมถึงปลอดกัญชาทุกรูปแบบ ตามที่ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้แถลงไว้  และคาดหวังว่าหากทุกโรงเรียนได้ดำเนินงานตาม 7 มาตรการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่  ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้มแข็ง และเข้มข้นที่สุดที่จะช่วยปกป้องเยาวชนจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า  ป้องกันการเกิดนักสูบ นักดื่มหน้าใหม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นด่านแรกที่จะช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้ก้าวไปสู่สิ่งเสพติดชนิดอื่นได้  อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในโรงเรียน และสร้างการมีส่วนร่วมของครู นักเรียน และบุคลการทางการศึกษาให้หันมาร่วมมือร่วมใจ  จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ในโรงเรียนให้เป็นรูปธรรมและเข้มข้นขึ้น 

    รศ.ดร.จักรพันธ์ เพ็ชรภูมิ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า จากผลการสำรวจจากการวิจัย เรื่อง ผลการสำรวจโอกาสเสี่ยงในการสูบบุหรี่ของนักเรียนในภูมิภาคของประเทศไทย(Susceptibility to smoking and determinants among never-smoking high school students: A representative nationwide study in Thailand)  สนับสนุนโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) สำรวจนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จาก 12 จังหวัด ทุกภูมิภาคของไทย จำนวน 3,156 คน พบว่า มีนักเรียน 72.4% ระบุว่าเรียนอยู่ในโรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบเป็นประจำ

    ในขณะที่เหลืออีก 27.6% ระบุว่าเรียนอยู่ในโรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบนาน ๆ ครั้ง  โดยโรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบเป็นประจำ มีนักเรียนที่อยากทดลองสูบบุหรี่ 13.6% ในขณะที่โรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบนาน ๆ ครั้งมีนักเรียนที่อยากทดลองสูบบุหรี่ 23.9%  สรุปได้ว่า โรงเรียนที่จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบเป็นประจำมีนักเรียนที่อยากทดลองสูบบุหรี่น้อยกว่าโรงเรียนที่จัดกิจกรรมแบบนาน ๆ ครั้ง เกือบ 2 เท่า  

    “เช่นเดียวกับการได้รับข้อความรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ทางโทรทัศน์หรืออินเตอร์เน็ตที่พบว่า นักเรียนในกลุ่มที่พบเห็นข้อความรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบเป็นประจำมีสัดส่วนของคนที่อยากทดลองสูบบุหรี่น้อยกว่านักเรียนในกลุ่มที่พบเห็นข้อความรณรงค์ไม่สูบบุหรี่แบบนาน ๆ ครั้ง เกือบ 2 เท่า  ดังนั้น การจัดกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ในโรงเรียนโดยเน้นกิจกรรมที่สร้างการรับรู้ถึงนักเรียนโดยตรงเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง  และการเผยแพร่ข้อความรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ทางโทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต จึงช่วยป้องกันนักเรียนไม่ให้อยากทดลองสูบบุหรี่ได้จริง” รศ.ดร.จักรพันธ์ กล่าว

    ด้าน ศ.นพ.ประกิต  วาทีสาธกกิจ  ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  กล่าวว่า หากเปรียบเทียบข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ ในกลุ่มเยาวชน อายุ 15-19 ปีจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 อัตราการสูบบุหรี่ 6.2% ลดลงจาก ปี 2560 ที่มีอัตราการสูบบุหรี่ 9.7%  ขณะที่จำนวนนักสูบหน้าใหม่เมื่อปี 2560   เท่ากับ 447,084 คน  ส่วนในปี 2564  จำนวนนักสูบหน้าใหม่ลดลงเหลือ เท่ากับ 155,813 คน ซึ่งคุณครูทุกท่านมีส่วนที่ทำให้ภาพรวมอัตราการสูบบุหรี่ของเยาวชนเราลดลงไป  และหากทุกโรงเรียนทั่วประเทศทุกสังกัด กำหนดนโยบายการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแนวทาง 7 มาตรการเพื่อสถานศึกษาปลอดบุหรี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา ร่วมกับการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน และกิจกรรมนอกหลักสูตร เกี่ยวกับความรู้เรื่องโทษพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องจะยิ่งช่วยป้องกันเยาวชนไม่เข้าสู่วงจรการสูบบุหรี่  

    “การสนับสนุนและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่สังคมเกี่ยวกับ 9 เหตุผลที่ประเทศไทยต้องคงมาตรการห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ตลอดทั้งสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโทษพิษภัย อันตรายและผลกระทบของการสูบบุหรี่บุหรี่และไฟฟ้า ร่วมกับการรู้เท่าทันกลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจยาสูบ  ก็จะทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชน ลดลงได้” ศ.นพ.ประกิต กล่าว

    สำหรับโรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 10 แห่ง ได้แก่

    สังกัดกรุงเทพมหานคร

    1. โรงเรียนวัดปากบ่อ สำนักงานเขตสวนหลวง มีผลงานเด่นคือ มีนวัตกรรมเรื่องบุหรี่ที่เกิดจากการสอดแทรกในการเรียนการสอนและมีการทดลองใช้กับผู้สูบบุหรี่ ได้แก่ นวัตกรรมชาโปร่งฟ้าบอกลาบุหรี่ และคุกกี้ anti-smoking
    2. โรงเรียนวัดพระเชตุพน สำนักงานเขตพระนคร มีผลงานเด่นคือ ฤๅษีดัดตนช่วยแก้อาการอยากสูบบุหรี่ สมุนไพรช่วยเลิกบุหรี่ ซึ่งได้สอนให้แก่นักเรียนและได้ไปถ่ายทอดให้กับผู้ปกครองที่สูบบุหรี่ และมีการสอนนวดกดจุดเลิกบุหรี่ โดยให้นักเรียนไปนวดให้ผู้ปกครองที่สูบบุหรี่
    3. โรงเรียนวัดสุวรรณคีรี สำนักงานเขตบางกอกน้อย มีผลงานเด่นคือ มีการสอนหลักสูตรเกราะป้องกันชีวิต ใช้สอนให้นักเรียนรู้จักการปฏิเสธหรือหน้าที่ของคำว่า “ไม่” เป็นวิธีสำคัญที่สุดวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันนักเรียนจากภัยรูปแบบต่างๆ ซึ่งบุหรี่เป็นภัยใกล้ตัวที่นักเรียนพบเจอทั้งในบ้านและชุมชน
    4. โรงเรียนวัดอัมพวา สำนักงานเขตบางกอกน้อย มีผลงานเด่นคือ บรรยากาศปลอดบุหรี่ ณ โรงเรียนวัดอัมพวา

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1

    1. โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม มีผลงานเด่นคือ ส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่อง
    2. โรงเรียนทวีธาภิเศก มีผลงานเด่นคือ โครงการตาสับปะรด แจ้งเบาะแส เฝ้าระวังพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ด้วยการนำ QR แจ้งเบาะแส ไปติดในชุมชน เพื่อให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลและเฝ้าระวังพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักเรียน
    3. โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล มีผลงานเด่นคือ นักเรียนแกนนำกลุ่ม We care ถ่ายทอดการทำงานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น
    4. โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม มีผลงานเด่นคือ นักเรียนแกนนำที่สามารถจัดกิจกรรมสร้างกระแสรณรงค์ในโลกออนไลน์ แม้อยู่ภายใต้สถานการณ์โควิด และสามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้เรื่องบุหรี่แก่น้องนักเรียนใหม่
    5. โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ มีผลงานเด่นคือ การดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เลิกบุหรี่ แบบ Case Conference : ให้คำปรึกษาแก่นักเรียนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ทางระบบออนไลน์(ภายใต้สถานการณ์โควิดที่เด็กเรียนออนไลน์ 100%)
    6. โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์ มีผลงานเด่นคือ นักเรียนแต่งเพลงรณรงค์ไม่สูบบุหรี่และยาเสพติด โดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง

    ทั้งนี้ โรงเรียนที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนการทำงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ โดยใช้ 7 มาตรการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.smokefreeschool.net/ หรือติดตามความเคลื่อนไหว  และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่เพจ https://www.facebook.com/smokefreeschool  และหากต้องการขอสื่อรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เพื่อใช้จัดกิจกรรมในโรงเรียนสามารถขอรับสื่อฟรีได้ที่ www.smokefreezone.or.th   หรือติดต่อที่โทรศัพท์หมายเลข 0-2278-1828

    hfocus team tipe Wed, 06/29/2022 - 14:19
  4. Phuket Health Sandbox ระบบสุขภาพโดยท้องถิ่น รองรับ Medical&Wellness Hub

    Phuket Health Sandbox ระบบสุขภาพโดยท้องถิ่น รองรับ Medical&Wellness Hub

    ขณะที่ประเทศไทยและจังหวัดภูเก็ตกำลังเดินหน้าเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัด Specialised Expo 2028 เพื่อเป้าหมายในการโปรโมทเป็น Medical&Wellness Hub การพัฒนาเมืองสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Phuket Health Sandboxก็เป็นอีกโครงการสำคัญของจังหวัดภูเก็ต เพื่อวางรากฐานระบบสุขภาพของคนในจังหวัดให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพควบคู่กันไปด้วย

    ล่าสุดครม.ได้อนุมัติงบก้อนแรก 25.25 ล้านบาทจากงบประมาณทั้งหมด 991 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการในระยะเวลา 7 ปี ภายใต้แนวคิด “เมืองแห่งความผูกพันผู้คนสู่สุขภาพโลก” เพื่อให้คนสุขภาพดียืนยาว ลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเท่าเทียม เป็นต้นแบบระบบสุขภาพชุมชนเมือง

    นพ.บัญชา ค้าของ ที่ปรึกษาพิเศษนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.)และที่ปรึกษาผู้ว่าราชการภูเก็ต กล่าวถึงโครงการนี้ว่า สืบเนื่องจากนโยบายการพัฒนาด้านสุขภาพของจังหวัด ไม่เพียงต้องการโปรโมทเป็นเมืองที่มีความเป็นอยู่ที่ดี อยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งผ่านการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ Specialised Expo 2028 เพื่อยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเท่านั้น แต่หวังจะผลักดันให้เกิดการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึง มีแผนครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด โดยวางฐานรากผ่าน ภูเก็ต เฮลท์ แซนด์บ็อกซ์ ซึ่งว่าด้วยหลักการสำคัญ 3 เรื่องใหญ่ๆ ดังนี้

    1.สร้างเสาที่สำคัญของภูเก็ตเพิ่มจากเสาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเพื่อความมั่นคง นั่นคือเสาสุขภาพเสริม

    2.ดูแลประชากรโลกภูเก็ตอย่างทั่วถึง ซึ่งประกอบด้วย คนภูเก็ต คนต่างจังหวัดที่มาอยู่ภูเก็ต ชาวต่างชาติและแรงงานต่างด้าว รวมประมาณ 1.2 ล้านคน โดยทุกคนต้องได้รับการดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดและความไม่เป็นธรรมระหว่างเชื้อชาติต่างๆ ซึ่งจะเป็นตัวอย่างที่จะปักหมุดให้ที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวสุขภาพอย่างแท้จริง

    3.จุดขายใหม่ เมืองแห่งสุขภาพดี ตามแนวคิดที่เกริ่นไว้ข้างต้น โดยมีที่มาจากงานวิจัยของ Harvard เกี่ยวกับปัจจัยในการมีอายุยืน พบว่า 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อายุไม่ยืน คือ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่หายไป การมีปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชนในสังคมที่มันขาดหายไปในปัจจุบัน และ NCD (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คือไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ แต่เป็นโรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต)

    “คนในประเทศไทยหรือภูเก็ตก็ตาม มีอัตราการเจ็บป่วย NCD ครึ่งหนึ่งของทั้งหมด แต่เราจะขับเคลื่อนการแก้ปัญหาด้วยการสร้างความผูกพันในครอบครัว สร้างปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม และลดปัจจัยเสี่ยงของ NCD  เลยใช้คอนเซปต์ เมืองแห่งความผูกพันผู้คนสู่สุขภาพโลก เพื่อให้คนสุขภาพดียืนยาว” นพ.บัญชา กล่าว

    (นพ.บัญชา ค้าของ)

     

    ** วางรากฐานจัดการสุขภาพตัวเองผ่านรพ.ออนไลน์

    การพัฒนาไปสู่เป้าหมายดังกล่าว นพ.บัญชา เผยว่าจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Self-care, Service care และ High care  โดยเริ่มจาก Self-Care คือการจัดการสุขภาพพื้นฐานที่มุ่งเน้นให้ประชาชนจัดการตนเอง ผ่านกิจกรรม 3 อ. ได้แก่ อาหาร อารมณ์ และออกกำลังกาย เพื่อสร้างความผูกพัน ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดี มีกิจกรรมร่วมกันในสังคมและเกิดความสุข โดยมีอบจ.รับหน้าที่ดูแลส่วนนี้เป็นหลัก ร่วมกับการเตรียมรับถ่ายโอน รพ.สต. ทั้ง 21 แห่งทั่วจังหวัดในวันที่ 1 ต.ค.นี้

    คนภูเก็ตได้ก่อน คนทั้งโลกได้ด้วย”คือคอนเซปต์ของการจัดการระบบสุขภาพพื้นฐานที่เรียกว่าระบบปฐมภูมิหลังจากนี้ หลังจากที่ผ่านมาเมื่อมีการจัดทำโครงการขับเคลื่อนครั้งสำคัญมักจะหนีไม่พ้นนักธุรกิจ พ่อค้าคนมีฐานะได้รับประโยชน์เป็นหลัก แต่รอบนี้เขายืนยันว่า เป็นปัจจัยพื้นฐานที่คนภูเก็ตต้องได้ก่อน แต่คนต่างชาติหรือแรงงานต่างด้าวที่มาอยู่ในภูเก็ตก็ได้ด้วยโดยอัตโนมัติ ในรูปแบบของสมาร์ต ซิตี้ คือเมืองที่เอื้อต่อสุขภาพด้วยเทคโนโลยี

    “แนวทางการปฏิบัติคือเราจะผลักดันให้มีโรงพยาบาลออนไลน์ที่เรียกว่าโรงพยาบาลประจำตัวบุคคล เน้นส่งเสริมสุขภาพทั้งสิ้น 1 ล้านห้อง รองรับทั้งชาวไทยและต่างประเทศในเฟสแรก เพื่อให้คนเข้าถึงข้อมูล ความรู้ สิทธิสวัสดิการ ข่าวสารแจ้งเตือนผ่านระบบ Digital Platform ของอบจ.”

    ด้วยระบบนี้ประชาชนสามารถประเมินตัวเองได้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลหรือปรับพฤติกรรมอย่างไร โดยนพ.บัญชา ได้ยกพระราชดำรัสในหลวงร.9 ที่ใช้คำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แต่กรณีนี้จะขึ้นด้วยคำว่า เข้าถึง เข้าใจ และจากคำว่าพัฒนา เป็นปรับพฤติกรรม นั่นคือการเข้าถึงข้อมูลความรู้จากการสมัครดิจิทัล แพลตฟอร์ม เข้าใจด้วยการคัดกรองตัวเองว่ามีความเสี่ยงอะไร และปรับพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพ เช่น ออกกำลังกาย กินอาหารสุขภาพ ปรับอารมณ์ สร้างความสัมพันธ์และความสุขให้เกิดขึ้นในครอบครัว นี่คือคำตอบทั้งหมดในพาร์ทแรกเรื่องสุขภาพส่วนบุคคล

     

    ** Digital Health Post ลดความแออัดรพ.

    นอกจากรพ.ออนไลน์แล้ว ยังมีการจัดตั้งสถานีสุขภาพบริการด้วยดิจิทัล หรือ Digital Health Post ประจำหมู่บ้านหรือชุมชน ทั้งหมด 157 แห่งทั่วภูเก็ต เปรียบเสมือนสถานีอนามัยประจำหมู่บ้าน โดยประชาชนสามารถเข้าไปสแกนหน้าหรือลงทะเบียนด้วยระบบอิเล็กทรอนิก เพื่อวัดความดัน เบาหวาน ไขมัน โรคประจำตัวต่างๆ ด้วยระบบ IoT (Internet of Things – การเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้ด้วยอินเตอร์เน็ต)

    “คนที่มาใช้บริการไม่จำเป็นต้องมานั่งกรอกข้อมูล แต่จะดึงเข้าสู่ระบบคลาวด์อัตโนมัติ ขณะเดียวกันก็จะไปเชื่อมกับเอไออีกตัว เพื่อจะบอกว่าความดันสูงในระดับอันตราย เบาหวานอยู่ในระดับที่เสี่ยงแล้ว จากนั้นจะมีระบบ Telemedicine พบกับคุณหมอ หากมีการสั่งยาก็มีตู้จ่ายยาอัตโนมัติโดยไม่ต้องเดินทางไปแออัดกันที่โรงพยาบาลทั้งหมด”

    สำหรับผู้สูงอายุหรือคนที่ใช้เทคโนโลยีไม่คล่อง จะมีอาสาสมัครหรือเจ้าหน้าที่เป็นน้องๆ ในชุมชนเข้ามาช่วยบริการเป็น Digital Volunteer เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ ซึ่งนพ.บัญชา เชื่อว่าหลังจากลองหัดใช้สัก 1-2 ครั้งโดยมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือแล้ว จะสามารถทำเองได้หมดเหมือนโครงการคนละครึ่งที่ตอนนี้ทุกคนใช้กันได้แล้ว

    นพ.บัญชากล่าวว่าหากเข้ารับการตรวจที่สถานีสุขภาพหมู่บ้านแล้วจำเป็นต้องแพทย์จริง ก็จะมีระบบส่งต่อไปยังสถานีอนามัยหรือรพ.สต. ที่มีการวางแผนจะให้มีแพทย์ครบทุกแห่ง ในอดีตกระทรวงสาธารณสุขคงทำได้ยากเพราะเฉพาะอยู่โรงพยาบาลก็ไม่พอแล้ว

    “ขณะนี้การสนับสนุนแพทย์มาให้รพ.สต.บางแห่งได้เดือนละครั้ง หรือเต็มที่ก็สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งถ้าหารเฉลี่ยจากประชากรเดิม 3 แสนคนก็อาจไม่คุ้มที่แพทย์จะไปอยู่ แต่ถ้าเอาประชากรโลกภูเก็ต 1.2 ล้านคนจะตกประมาณแห่งละ 5 หมื่นคนก็ถือว่าคุ้มที่จะมีแพทย์มาอยู่ ฉะนั้นถ้าจะส่งต่อมาจาก Digital Health Post ก็จะส่งไปยัง รพ.สต.ใกล้บ้านก่อน เป็นการดูแลแบบปฐมภูมิ แต่หากอาการรุนแรงก็จะส่งต่อไปยังรพ.อำเภอหรือรพ.ศูนย์ เท่ากับว่าภาพของภูเก็ตจะเปลี่ยนไป ไม่ต้องไปอัดแน่นอยู่ที่รพ.วชิระเหมือนทุกวันนี้”

     

    ** anycall anycare center แก้ปัญหารอเตียง รอตรวจ รอตาย

    “เราได้บทเรียนจากกรุงเทพฯ ที่มีโรงพยาบาลเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นของกทม. 11 แห่ง กระทรวงสาธารณสุข 3 แห่ง มหาวิทยาลัยอีก 6-7 แห่งและเอกชนอีกนับ 10 แห่ง แต่ไม่สามารถดูแลคนในช่วงโควิดได้ จนเกิดสภาพรอเตียง รอตรวจ รอตายเหมือนที่ผ่านมา” นพ.บัญชา กล่าวถึงปัญหาของระบบสาธารณสุข

    ในส่วนของ Service care ที่หมายถึงโรงพยาบาลทั้งหลาย ทั้งของรัฐและเอกชน จะมีการตั้งศูนย์บริการ Anycall Anycare Center ทำหน้าที่ประสานทุกโรงพยาบาลในทุกสังกัดเพื่อบูรณาการร่วมกันในการบริหารจัดการให้ทุกการเจ็บป่วยได้รับการดูแลรักษาไม่ตกหล่น เป็นตัวกลางในการจัดการเรื่องเตียง ทรัพยากรแพทย์ เครื่องไม้เครื่องมือไปรองรับประชาชนที่มีปัญหาอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

    ที่ปรึกษาพิเศษนายกอบจ.ภูเก็ต เผยว่า ศูนย์แห่งนี้จะตั้งอยู่ที่รพ.อบจ.ภูเก็ต โดยท้องถิ่นจะรับมาจัดบริหารจัดการทั้งระบบ หลังได้โอนหมายเลข 1669 หรือแพทย์ฉุกเฉินมาเป็นศูนย์กลางแล้ว ขณะเดียวกันก็ผลักดันการพัฒนารพ.ต่างๆที่ให้เข้มแข็งขึ้น เช่น เช่น ศูนย์มะเร็ง ศูนย์โรคหัวใจ ที่ของรพ.วชิระ

    ขณะที่ High care จะเน้นการเป็น Medical & Wellness Hub ด้วยการทำให้เกิดนวัตกรรมและศูนย์ระดับโลกจริงๆ เช่น เมดิคัล พลาซ่า หรือศูนย์บริการทางการแพทย์ครบวงจร ที่ต.ไม้ขาว อ.ถลาง  ซึ่งเป็นพื้นที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Specialised Expo 2028 โดยจะเป็นส่วนที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ

     

    ** ยุทธศาสตร์ 4 ข. พลิกโฉมระบบสุขภาพรูปแบบใหม่

    นพ.บัญชา กล่าวว่าแนวทางปฏิบัติของโครงการจะไปเชื่อมกับยุทธศาสตร์จังหวัดที่กำหนดขึ้นมาโดยท่านผู้ว่าฯ เรียกว่ายุทธศาสตร์ 4 ข. ได้แก่

    ข.ไม่ทิ้งใครข้างหลังหรือเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ส่วนนี้อบจ.และท้องถิ่นต่างๆจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพ เน้นการพัฒนารพ.สต. พัฒนาสถานีอนามัยหมู่บ้าน พัฒนาเรื่องระบบสุขภาพประจำตัวบุคคล

    ข.เพื่อการแข่งขัน เป็นส่วนของรพ.วชิระ รพ.เอกชน รวมทั้งรพ.อำเภอทั้งหลาย ในการพัฒนานวัตกรรม เครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีในการรักษา เพื่อให้กลายเป็น Medical & Wellness Hub อย่างแท้จริง

    ข.สร้างความเข้มข้นเรื่องคุณภาพมาตรฐาน หลังจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปล่อยรพ.สต.ให้ทางอบจ.ดูแลแล้วจะเปลี่ยนฐานะเป็นผู้กำกับเต็มตัว ทำหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานอย่างเข้มข้นมากขึ้น จะทำให้รพ.สต.และ รพ.ทั้งหลายของภูเก็ตยกมาตรฐานขึ้นโดยรวม

    ข.ความเข้มแข็งด้านบุคลากรสุขภาพ ซึ่งได้ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต รับหน้าที่โดยการตั้งมหาวิทยาลัยแพทย์นานาชาติเปิดหลักสูตรทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์และแพทย์แผนไทย ผลิตบุคลากรไปรองรับฐานบริการด้านสุขภาพต่างๆ ในภูเก็ตและฝึกอบรมบุคลากรต่างๆ รวมถึงศูนย์ทันตกรรมดิจิทัล และรพ.สงขลานครินทร์ภูเก็ตที่จะสร้างขึ้นใหม่

    “เราหวังว่าโครงการนี้จะผลักดันให้ภูเก็ตเป็นรูปแบบใหม่ของระบบสุขภาพที่มีระบบฐานรากคือท้องถิ่นเข้ามาร่วมอย่างเต็มศักยภาพ การกระจายอำนาจรพ.สต.มีโอกาสจะพลิกทศวรรษของการพัฒนาระบบสุขภาพใหม่”

     

    **ยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขทั้งจังหวัด

    อย่างไรก็ตาม นพ.บัญชา ยอมรับว่าคงไม่ง่ายสำหรับประเทศไทยเพราะยังมีเงื่อนไขของอำนาจส่วนกลางที่ยังกำกับอยู่ การขับเคลื่อนของท้องถิ่นก็ไม่ง่ายเพราะมีระเบียบที่เข้มข้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบของสตง.ยิ่งทำนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ จะถูกตรวจสอบเข้มข้น ซึ่งเป็นเรื่องดีในแง่ของการตรวจสอบ แต่ข้อเสียคือทำให้เกิดความล่าช้า

    “ต้องฝากเรียนไปยังปปช. สตง. ว่าการทำโครงการแบบนี้แทนที่จะใช้วิธีให้หน่วยงานทำไปแล้วมาจับทีหลัง มาช่วยตั้งแต่ต้นได้หรือไม่ เมื่อพิสูจน์ทราบว่าการมีส่วนร่วมและความโปร่งใสมีตั้งแต่ต้นแล้ว อาจมีการผ่อนคลายการกำกับส่วนหลังลงบ้างไม่เช่นนั้นความเจริญก็ล่าช้าไปด้วย เมื่อในปัจจุบันข้าราชการท้องถิ่นก็มีการพัฒนาทำงานให้เร็ซขึ้น แต่ก็ยังเร็วได้ไม่มาเพราะระเบียบเข้มทุกบรรทัด”

    นพ.บัญชา เชื่อว่าหากสามารถยกระดับสถานีสุขภาพหมู่บ้านหรือรพ.สต.ให้มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์และได้มาตรฐาน ประชาชนก็อยากใช้บริการใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางมาแออัดในรพ.ใหญ่ อย่างการแพทย์ต่อไปนี้จะเป็นแบบเครือข่ายเชื่อมโยงกัน แปลว่าแพทย์ของรพ.วชิระภูเก็ต จะเชื่อมโยงกับการดูแลรักษาระบบ Telemedicine รพ.อำเภอ และแพทย์ที่รพ.สต. อนาคตมาตรฐานของวชิระภูเก็ตจะไม่มีแค่ที่เดียว แต่จะเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งภูเก็ต โดยการเชิญรพ.วชิระภูเก็ตมากำกับกระบวนการ Telemedicine หรือมีแพทย์มาประจำที่รพ.สต.

    “สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้อง keep in mind ว่าจะต้องทำให้ประชาชนได้เห็น แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ รู้ทุกเรื่องทุกโรคสามารถส่งต่อได้อย่างถูกต้อง ดีกว่าป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็ไปรพ.ทั้งหมด กลายเป็นว่าโรคหนักๆ ก็ต้องรอคิวไปด้วย ผมคิดว่ามันเป็นความเสียหายของพี่น้องประชาชน ที่ต้องไปอัดแน่นกันอยู่ในรพ. ต้องรอจนเกิดการสูญเสีย แต่ต่อไปนี้ประชาชนป้องกันตัวเองได้ตั้งแต่การวินิจฉัยเบื้องต้นด้วยตัวเอง หรือการไม่จำเป็นต้องไปผ่าตัดที่รพ.ใหญ่ๆเท่านั้น แต่สามารถเชื่อมโยงให้หมอใหญ่มาผ่าตัดที่รพ.เล็กกว่าได้ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรร่วม โดยมีค่าตอบแทนที่คุ้มค่าและเป็นธรรม ในอนาคตอาจต้องหารือกับสำนักงานสุขภาพแห่งชาติด้วยว่า สามารถเข้ารับบริการรพ.เอกชนแต่จ่ายในอัตราของสปสช.หรือหลักประกันก่อน แต่ที่เหลือจะมีกองทุนในจังหวัดหรือชาวบ้านไปจ่ายจากประกันชีวิตส่วนตัวเพิ่ม”

    ** ความมั่นคงด้านสุขภาพสู่ต้นแบบการพัฒนา

    สำหรับงบประมาณ 25.25 ล้านบาทที่ได้รับอนุมัติจะนำมาพัฒนาในเรื่อง anycall anycare 5 ล้านบาท และทำสถานีสุขภาพประจำหมู่บ้านหรือชุมชนอีก 20 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มรายบุคคลที่จะมารับบริการที่สถานีสุขภาพเป็นหลัก ขณะที่แผนถัดไปในปีหน้าซึ่งคาดว่าจะได้รับอีก 60 ล้านบาทจะพัฒนาแพลตฟอร์มสุขภาพเต็มที่ มีระบบคลาวด์ในรูปแบบรพ.ออนไลน์ โดยมีทีมบริหารหลัก คือ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพจังหวัดที่มีผู้ว่าฯเป็นประธาน มีทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาเป็นกรรมการ

    นพ.บัญชา กล่าวว่าสิ่งที่จะได้รับจากโครงการ Phuket Health Sandbox คือความมั่นคงด้านสุขภาพของคนภูเก็ต  การเข้าถึงที่ไม่ต้องรอคิว การจ่ายเงินรักษาที่เหมาะสม ถัดไปจะเป็นเรื่องการท่องเที่ยวต่างชาติที่มั่นอกมั่นใจว่าถ้าพลัดตกหกล้มแล้วเข้ารพ.ไม่ตาย เพราะดูแลทันเวลาทันท่วงทีมีมาตรฐาน ขณะเดียวกันก็ต่อยอดไปเรื่องธุรกิจสุขภาพที่จะสร้างรายได้ให้กับจังหวัดและประเทศ

    “เมื่อไหร่ก็ตามถ้าเราทำแบบผ่าตัดแปลงเพศได้ ดูเหมือนไฮเอนด์เลย แต่สุดท้ายรถชนหัวแตกเข้ารพ.เสียชีวิต มันอาจจะรับไม่ได้ในชื่อเสียงและความปลอดภัยไม่เพียงพอในสายตาชาวต่างชาติ ที่ผ่านมาผมคิดว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 ของโลก แต่เอาเข้าจริงๆ ถ้าไปหักในจุดที่เป็นความเสี่ยง เช่น เข้าไม่ถึงจริง เข้าไม่ถึงแท้ รอคิวนาน เหล่านี้ยังต้องพัฒนาอีกพอสมควร ฉะนั้นการปรับจาก 6 ขึ้นมาเป็นท็อป 5 ก็อาจต้องใช้โครงการเหล่านี้เป็นต้นแบบ”

    hfocus team apsu Wed, 06/29/2022 - 13:30
  5. ย้ำ! ร้านอาหาร พนักงานครัว คนปรุงอาหาร ยังต้องสวมแมสก์ เพื่อสุขอนามัย

    ย้ำ! ร้านอาหาร พนักงานครัว คนปรุงอาหาร ยังต้องสวมแมสก์ เพื่อสุขอนามัย

    อธิบดีกรมอนามัย ย้ำ!  สถานประกอบการ ร้านอาหาร ผู้ให้บริการใกล้ชิดลูกค้า โดยเฉพาะคนปรุงอาหาร ขอให้สวมหน้ากากอนามัย เพื่อสุขอนามัย แม้ล่าสุดการใส่แมสก์ให้เป็นเป็นแบบสมัครใจก็ตาม

     

    เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2565  นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ขณะนี้แม้จะมีประกาศให้สวมหน้ากากอนามัยตามความสมัครใจแบบมีเงื่อนไข โดยแนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ อยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงกลุ่มเสี่ยง 608 ที่เสี่ยงติดเชื้อมีอาการรุนแรง ผู้ติดเชื้อและสัมผัสเสี่ยงสูง ซึ่งเราออกประกาศแบบนี้เพื่อให้เป็นทางเลือก ให้การใส่หน้ากากไม่ถูกตีตรา เราต้องการสร้างสมดุล 2 เรื่อง คือ ยังเตือนผู้คนที่มีความเสี่ยงให้สวมหน้ากากได้อยู่ และคุ้มครองสิทธิของคนอยากสวมหน้ากากไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติว่า ป่วยหรือไม่ ถ้าป่วยไม่ให้เข้าสถานที่ หรือถูกบูลลีว่าป่วย การออกมากลางๆ แบบนี้จึงเป็นแบบสมัครใจและมีเงื่อนไข จะช่วยให้เปลี่ยนผ่านระยะนี้ไปได้

     

    นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในสถานประกอบการร้านอาหารต่างๆ ผู้ให้บริการใกล้ชิดแก่ลูกค้า รวมถึงพนักงานครัวที่จัดเตรียมวัตถุดิบและประกอบปรุงอาหาร ยังต้องสวมหน้ากากเพื่อป้องกันด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เรากำหนดให้ใส่หน้ากากอนามัยด้วยเงื่อนไขของโรคโควิด 19 แต่ตอนนี้เวลาเปลี่ยนผ่านเราจะกำหนดให้เป็นสุขอนามัยและสุขลักษณะของร้านตามปกติ ซึ่งได้เพิ่มเรื่องการสวมหน้ากากลงในข้อกำหนดและคำแนะนำเกี่ยวกับสุขลักษณะของสถานที่สะสมอาหารหรือสถานที่ทำอาหารของกรมอนามัยแล้ว เหมือนการกำหนดให้สวมหมวกคลุมผม ผ้ากันเปื้อน และหากต้องสัมผัสอาหารโดยตรงก็ต้องใส่ถุงมือ

    "ถ้าเราเชื่อและพยายามพาสังคมไปแบบนี้ โรคติดต่อทางเดินหายใจและโรคติดต่อทางเดินอาหารก็จะลดลง เพราะใส่หน้ากาก ล้างมือ ทำความสะอาดเช็ดโต๊ะกันมากขึ้น เราพยายามยกระดับเพื่อให้สุขภาพดี การบริการนักท่องเที่ยวทั้งภายในและต่างประเทศ" นพ.สุวรรณชัย กล่าว

     

    เมื่อถามว่าเมื่อผ่อนคลายมาตรการต่างๆ อาจจะทำให้กลับไปมีพฤติกรรมตามเดิม จะคงการรักษาสุขอนามัยของร้านอาหารต่างๆ ต่อไปอย่างไร  นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า คงดำเนินการ 2 ทาง คือ 1.เมื่อยกระดับถึงจุดหนึ่งเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ขณะเข็นมักหมดแรงเราต้องหาไม้หมอนมาหนุน ไม้หมอนสำคัญคือมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาเป็นตัวนำ และ 2.มาตรการที่เป็นการส่งเสริมให้คนที่ทำดี ได้รับการยอมรับ สองส่วนนี้สำคัญที่เราจะดำเนินการ หากไปดูต่างประเทศเวลาร้านอาหารเจอหนูตัวหนึ่งเขาสั่งปิดไว้ก่อนแล้วให้ร้านยืนยันรับรอง (Declare) แต่บ้านเราเจอหนูวันรุ่งขึ้นเปิดเลย ก็มีข้อสงสัยว่าตกลงหยิบหนูออกแล้วทุกอย่างเหมือนเดิมหรือไม่ แต่เมืองนอกต้องคลีนทั้งหมดแล้ว Declare

     

    "ตอนนี้เชื่อว่าช่วงผ่านสถานการณ์โควิดคนและผู้ประกอบการเริ่มคุ้น แต่อย่าย้อนกลับไป คือ จะต้องมีกฎหมายมาค้ำ ซึ่งจะกำหนดมาตรฐานไว้ และอีกส่วน คือ พลังของผู้บริโภคที่จะบอกว่าร้านไหนสะอาดหรือไม่สะอาด ร้านไหนสะอาดก็ต้องอุดหนุน ร้านไหนไม่สะอาดก็ให้คำชี้แนะ ถ้าร้านไหนมีปัญหา ผู้บริโภคไม่ไปอุดหนุน ร้านก็ปรับโดยอัตโนมัติ แต่ที่ผ่านมาเราเจอปัญหาเราเลือกแต่อร่อย แต่ไม่สะอาด หากสังเกตหลายร้านไม่สะอาด แต่บางทีอร่อย ซึ่งไม่รู้อร่อยจากอะไรก็ตาม แต่เรายังไปอุดหนุน ผู้ประกอบการก็จะรู้สึกว่าปัจจัยสะอาดไม่มีความจำเป็น แต่เราต้องทำให้อร่อยควบคู่กับสะอาดก็จะขับเคลื่อนไปได้" นพ.สุวรรณชัยกล่าว

    presscomdivi Wed, 06/29/2022 - 12:22