Hfocus (เจาะลึกระบบสุขภาพ)

Hfocus.org
  1. ครม. อนุมัติซื้อชุดตรวจ ATK ให้พนักงาน – ลูกจ้าง สามารถนำมาหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า จริงหรือ?

    ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวสารเรื่อง ครม. อนุมัติซื้อชุดตรวจ ATK ให้พนักงาน – ลูกจ้าง สามารถนำมาหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง

    คณะรัฐมนตรี อนุมัติหลักการให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำรายจ่ายค่าซื้อชุดตรวจ​โควิด-19 แบบเร่งด่วน (Antigen Test Kit) สำหรับพนักงานหรือลูกจ้าง มาหักเป็นรายจ่ายได้ 1.5 เท่า มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2564 – 31 มีนาคม 2565 เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการจัดหาชุดตรวจ ATK ให้พนักงานหรือลูกจ้างเป็นประจำใช้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

    ที่มา : ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย

  2. กรมอนามัย รับรางวัล UNIATF Award ผ่านผลงานเด่น “ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล”

    ​กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event  ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 ​

    นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 ในวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ผ่านระบบออนไลน์ (Web conference) โดยรางวัลที่ได้เป็นรางวัลขององค์การสหประชาชาติที่มอบให้แก่หน่วยงาน/องค์กร   

    ที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากทั่วโลก ในการผลักดันนโยบาย และขับเคลื่อน ควบคุม และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามกรอบ SDGs ในปีนี้มีหน่วยงาน/องค์กร ที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 19 รางวัล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลในหมวดภาครัฐด้านสาธารณสุข ที่มีผลงานโดดเด่นในการผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยได้นำผลงานดังกล่าวของกรมอนามัยไปนำเสนอ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านผลการดำเนินนโยบาย และเป็นผู้นำในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง

    ทางด้าน ทันตแพทย์หญิงปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ในภาพรวมราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ 18.1 ตามลำดับ 2) เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง

    โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน  14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด และ 3) สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป   โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุดพบว่า เครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องมีสัดส่วน การบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10.0 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ

    ทางด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การบริโภคหวานจนเกินพอดีของคนไทยเป็น 1 ในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs หลายโรคมาก การขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีส่วนช่วยลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและหาซื้อได้ง่ายขึ้นให้กับผู้บริโภค นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  กินอยู่ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ ปี 2552 สสส. และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน     

    ซึ่งก็มีบุคลากรของกรมอนามัยร่วมเป็นแกนนำ ได้ร่วมรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมเพื่อลดการบริโภคหวานที่ล้นเกินมาอย่างต่อเนื่อง   อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม กฎกระทรวงห้ามเติมน้ำตาลในนมผงสูตรต่อเนื่อง การสื่อสารประเด็น “อ่อนหวาน” หรือ “หวานน้อยสั่งได้” มาตรการขอความร่วมมืออุตสาหกรรม ให้ลดขนาดน้ำตาลซองไม่เกิน 4 กรัม นอกจากนี้    ยังทำงานร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมสรรพสามิตอย่างเข้มข้น มีการสื่อสารสาธารณะ รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายในระดับภาคการเมือง โดยผ่านทาง   สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนไทย

    ​“รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจให้กับขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ ภาคีเครือข่ายที่ทำงานกันอย่างหนักหน่วง  เป็นหลักฐานยืนยันว่า มาตรการทางภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นนโยบาย  ทางการเงินการคลังที่ช่วยปกป้องสุขภาพประชาชน ลดโอกาสเสี่ยงจากโรค NCDs เช่นเดียวกับการผลักดันมาตรการทางภาษีโซเดียมในประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการ เพื่อการกำหนดกระบวนการขับเคลื่อนทางนโยบายที่เหมาะสมต่อไป” ดร.สุปรีดา กล่าว กรมอนามัย / 24 กันยายน 2564

     

     

    *สามารถกดติดตาม และแชร์ข่าวสำนักข่าว Hfocus ที่ https://www.facebook.com/Hfocus.org

  3. “อนุทิน” ชี้ไฟเซอร์ 30 ล้านโดส ทยอยเข้าไทยสิ้น ก.ย.นี้

    รองนายกฯ-รมว.สธ. เผยวัคซีนโควิดไฟเซอร์ในเด็ก 12 ปีขึ้นไป เริ่มทยอยเข้าไทยเพียงพอแน่นอน รัฐจัดซื้อ 30 ล้านโดสเริ่มมาตั้งแต่ก.ย. จนถึงสิ้นปี

    เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการฉีดวัคซีนโควิด 19 ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปว่า จากนี้วัคซีนจะทยอยเข้ามามากเพียงพอ เพื่อเร่งฉีดให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มได้ โดยเฉพาะวัคซีนชนิด mRNA ของไฟเซอร์ที่จัดซื้อมา 30 ล้านโดส จะเริ่มทยอยมาตั้งแต่ สิ้น ก.ย.นี้จนถึงสิ้นปี โดยไฟเซอร์สามารถฉีดให้ลูกหลานอายุ 12 ปีขึ้นไป ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุ 12-18 ปีในวัยเรียน ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านคน ให้พิจารณาให้น้องๆ มารับวัคซีนไฟเซอร์ เพื่อสามารถไปเรียนหนังสือได้ และทางโรงเรียนจะได้เปิดการเรียนการสอนให้เป็นปกติโดยเร็วที่สุด เราพร้อมฉีดไฟเซอร์ที่จะมาถึงไทยสิ้นเดือนนี้ให้กับอายุ 12 ปีขึ้นไปโดยทันที เพื่อให้ครอบคลุมมากที่สุด

    "สธ.ขอยืนยันการฉีดวัคซีนมีผลที่เป็นประโยชน์คุ้มค่ามากกว่าที่ไม่ได้รับ วัคซีนที่นำมาให้ทุกเพศทุกวัย มีความปลอดภัย มาตรฐานสูง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในการป้องกันคุกคามจากโรคโควิดได้ ไม่ว่าจะเป็นติดเชื้อแพร่เชื้อ เจ็บป่วยหรือเสียชีวิต การมารับวัคซีนอย่างถ้วนหน้าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความปลอดภัยให้แก่ตนเอง ควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดโควิด" นายอนุทินกล่าว

    นายอนุทินกล่าวว่า เราได้รับความร่วมมือจากประเทศทั้งหลายที่มีสัมพันธ์อันดี ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน มีการบริจาควัคซีนจำนวนหนึ่งให้ประเทศไทยมาโดยตลอด และมีการสวอปหรือหยิบยืมวัคซีนจากสิงคโปร์และภูฏานที่มีแอสตร้าเซนเนก้าที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เราเจรจานำมาใช้ก่อน เมื่อถึงเวลาก็จะนำวัคซีนกลับไปคืน ซึ่งมีการบันทึกข้อตกลงชัดเจน

  4. สธ.ย้ำ ต.ค. เป็นต้นไปฉีดวัคซีนโควิดแบบก้าวกระโดด เหตุปริมาณวัคซีนเข้าไทย 30 ล้านโดส รวมซิโนฟาร์ม

    อธิบดีกรมควบคุมโรค ย้ำ! ต.ค.นี้ ฉีดวัคซีนแบบก้าวกระโดด เหตุวัคซีนเข้ามาจำนวนมากอย่างน้อย 24 ล้านโดส ยังไม่รวมซิโนฟาร์ม คาดสิ้นปีฉีดครบ 2 เข็มครอบคลุม 74% พร้อมฉีดบูสเตอร์โดส ให้ประชาชนฉีดครบโดสตั้งแต่ช่วง มี.ค.ถึง มิ.ย. ขอติดตามข่าวสารแจ้งนัดให้มาฉีดต่อไป

    เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2564 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ติดเชื้อวันนี้ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,975 คน หายป่วยกลับบ้าน 14,700 คน โดยแนวโน้มผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งต้องขอขอบคุณประชาชนทุกคน ที่ร่วมมือดำเนินการมาตรการต่างๆ ด้วยความอดทน ทั้งป้องกันตนเอง และ ฉีดวัคซีน โดยตัวเลขผู้ป่วยหนัก 3,323 คน ผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ที่ 729 คน ซึ่งลดลงตามลำดับเช่นกัน ทั้งนี้กระทรวงจะพยายามลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตให้ได้มากที่สุด โดยมาตรการหนึ่งคือการฉีดวัคซีน

    นพ.โอภาส กล่าวว่า สำหรับแผนการฉีดวัคซีนโควิดเดือน ก.ย.มีวัคซีนที่รัฐบาลจัดหาทั้งซิโนแวค แอสตร้าฯ ไฟเซอร์ทั้งหมด 16 ล้านโดส และยังมีวัคซีนทางเลือก อย่างซิโนฟาร์มอีก 10 ล้านโดส ทำให้ยอดผู้ฉีดวัคซีนค่อนข้างมาก และในเดือน ต.ค.จะมีซิโนแวคอย่างน้อย 6 ล้านโดส แอสตร้าเซนเนก้า 10 ล้านโดส ไฟเซอร์ 8 ล้านโดส ทำให้ยอดรวมวัคซีนที่รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขจัดหาอย่างน้อย 24 ล้านโดส และซิโนฟาร์มอย่างน้อย 6 ล้านโดส ดังนั้น เดือน ต.ค.จะเป็นเดือนที่มีการฉีดวัคซีนแบบก้าวกระโดด

    นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า สำหรับการฉีดวัคซีนสูตรไขว้ ที่เป็นซิโนแวคเข็ม 1 และแอสตร้าฯ เข็ม 2 ทำให้เราสามารถฉีดวัคซีนเข็ม 2 มากขึ้น โดยสิ้นเดือน ก.ย. สามารถฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 อยู่ที่ 32 ล้านคน หรือคิดเป็น 45% ส่วนเข็ม 2 ฉีดได้ 18 ล้านคน หรือ 25% แต่หลังจากเดือน ต.ค. พ.ย. ธ.ค. เป็นต้นไปการฉีดจะก้าวกระโดด อย่างสิ้นเดือนต.ค. จะครอบคลุมฉีดเข็ม 1 อย่างน้อย 41 ล้านคน หรือ 58 % ของประชากรคนไทยที่อยู่ในแผ่นดินไทย และเดือน พ.ย. ฉีดสะสมให้คนที่อยู่ในแผ่นดินไทย 50 ล้านคน หรือ 71% และสิ้นเดือน ธ.ค.เข็มที่ 1 ฉีดสะสม 60 ล้านคน หรือ 85% ของประชากร ส่วนเข็มที่ 2 สิ้นเดือน ก.ย.ฉีดได้สะสม 18 ล้านคน หรือ 25% ขณะที่สิ้นเดือน ต.ค.ฉีดได้สะสม 30 ล้านคน หรือ 45% สิ้นเดือน พ.ย.ฉีดได้ 42 ล้านคน หรือ 60% และ สิ้นเดือน ธ.ค.ฉีดสะสม 52 ล้านคน หรือ 74% ส่วนเข็มที่ 3 เริ่มฉีดปลาย ก.ย.เมื่อถึงสิ้น ธ.ค. คาดว่าจะฉีดได้สะสม 7 ล้านโดส ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ตัวเลขที่วางไว้จะเกินเป้าหมาย หากฉีดได้ตามที่วางแผน จะทำให้สถานการณ์การติดเชื้อและเสียชีวิตลดน้อยลง และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    “ส่วนเข็ม 3 เข็มกระตุ้นนั้น เนื่องจากวัคซีนที่ฉีดเป็นวัคซีนใหม่ สิ่งที่ยังไม่ค่อยรู้ คือ หลังจากฉีดแล้วภูมิคุ้มกันลดลงเมื่อไหร่ เพราะทุกชนิดเมื่อฉีดแล้ว ภูมิฯจะลดลง จึงเป็นอีกมาตรการที่สำคัญ โดยคนที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มไปแล้วในเดือน มี.ค. เม.ย.พ.ค. และมิ.ย. ทางกระทรวงฯ จะแจ้งให้ท่านเข้ามาฉีดเข็ม 3 โดยจะนำเรียนเป็นระยะตามช่องทางต่างๆ ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง” นพ.โอภาส กล่าว

  5. ความเป็นไปได้ของกฎหมาย “การุณยฆาต” ในอนาคต สช. เผย คนไทยยอมรับ “การตายดี” มากขึ้น

    สช. เปิดวงแลกเปลี่ยนบทเรียนการดำเนินงาน Palliative care และ Living will จาก 7 พื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ พบปัจจัยความสำเร็จเริ่มจากความเข้าใจของบุคลากร การสื่อสารให้ผู้ป่วยรับรู้ถึงสถานการณ์ของโรค ช่วยเพิ่มการยอมรับร่วมกัน ออกแบบการดูแลในวาระสุดท้ายของชีวิต ย้ำอยู่บนความต้องการคนไข้เป็นสำคัญ เปลี่ยนแปลงในภายหลังได้

    สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทเรียนพื้นที่ต้นแบบการจัดทำ Living will ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ในระบบการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care & Living will) เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งได้มีการถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จจากการดำเนินงาน นำเสนอประเด็นความท้าทาย และแนวทางที่จะต้องพัฒนาต่อไป ผ่านตัวอย่างของ 7 พื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ

    นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์ที่ระบบสุขภาพของประเทศไทย มีแนวโน้มของการเกิดโรคอุบัติใหม่และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คุกคามต่อชีวิตผู้คนเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative care และการแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือ Living Will มีความสำคัญและมีบทบาทต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนมากขึ้น

    “การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีความซับซ้อนทั้งในมิติสุขภาพ และมิติทางสังคม ความเชื่อ วัฒนธรรม ซึ่งต้องการการจัดการเชิงระบบและการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายในการสร้างการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจของประชาชน ซึ่งในปี 2564 นี้ สช. จึงได้สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายภาคีดำเนินการถอดบทเรียนจากการดำเนินงานหลายแห่งที่พบว่ามีประสิทธิภาพ เพื่อนำมาสื่อสารและสามารถเป็นต้นแบบในการดำเนินงานให้กับพื้นที่อื่น ๆ ได้” นพ.ประทีป กล่าว

    ทั้งนี้ Palliative care และ Living Will จะมีส่วนทำให้ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่ดีและได้รับการคุ้มครองศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ พร้อมกับช่วยให้ค่าใช้จ่ายของการดูแลที่ไม่จำเป็น ทั้งในส่วนตัวผู้ป่วย ครอบครัว รวมไปถึงภาพรวมของประเทศลดน้อยลง การจัดบริการสุขภาพให้สามารถรองรับสิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นความท้าทายทั้งในระบบสุขภาพ รวมถึงต่อตัวบุคลากรเองที่จะเข้าใจและให้ความสำคัญในเรื่องนี้

    พญ.น้ำทิพย์ อินทับ ตัวแทนจากโรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก เขตสุขภาพที่ 2 กล่าวว่า ตลอดช่วงเวลาการดำเนินงานด้าน Palliative care ราว 5-6 ปี สิ่งที่โรงพยาบาลทำมากที่สุดคือการฝึกฝน สร้างความรู้ให้กับบุคลากรในทุกรูปแบบ ตั้งแต่การส่งไปฝึกอบรมจากภายนอก กระทั่งในระยะหลังที่ได้จัดทำหลักสูตรขึ้นมาเองจนเป็นหลักสูตร 4 สัปดาห์ที่นำไปให้ความรู้กับหน่วยบริการอื่นทั้งเขตสุขภาพ โดยในโรงพยาบาลขณะนี้มีพยาบาล Palliative care ครบทุกหอผู้ป่วยหลัก และมีแผนให้ครบทั้งโรงพยาบาลในปีนี้

    “เรายกระดับพัฒนาคุณภาพ Palliative Care มาเป็น Excellence Service ของโรงพยาบาล มีแบบฟอร์มวางแผนการดูแลล่วงหน้า หรือ ACP รวมอยู่ในระบบเวชระเบียนของผู้ป่วย ซึ่งทุกแผนกจะสามารถเห็นข้อมูลนี้ได้แม้ไม่ใช่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็ตาม และหากเราพบกรณีที่มี ACP แล้ว แต่คนไข้ไม่ได้รับการดูแลตามที่วางไว้ ก็จะมีการพูดคุยเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและไปพัฒนาต่อ โดยสิ่งที่อยากให้มีจากนี้ คือเป็นการเร่งสร้างหลักสูตรเพื่อให้แพทย์รุ่นใหม่มีความรู้ ความเข้าใจ เคารพในสิทธิของผู้ป่วยที่จะเลือกรับการดูแลเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง” พญ.น้ำทิพย์ กล่าว

    ด้าน ดร.ปทมพร อภัยจิตต์ ตัวแทนจากโรงพยาบาลนางรอง จ.บุรีรัมย์ เขตสุขภาพที่ 9 กล่าวว่า การดำเนินงาน Palliative Care ทางโรงพยาบาลได้เปิดให้ผู้ป่วยมีการทำพินัยกรรมชีวิต โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและพัฒนามาเป็นการกรอกเอกสารหน้าเดียว ใช้ภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย ให้กำหนดได้ว่าหากโรคดำเนินมาถึงจุดสุดท้ายแล้วจะต้องการการดูแลอย่างไร โดยมีการขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการระดับอำเภอ จนกระทั่งในแผนแม่บทของอำเภอนางรองเองมียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Smart Death หรือการตายดีที่บ้าน

    “คนจะเริ่มได้ยิน คุ้นชินกับคำว่า ตายดีที่บ้าน พินัยกรรมชีวิต หรือ การวางแผนล่วงหน้ากันมากขึ้นตั้งแต่ผู้บริหารระดับอำเภอ ตำบล ลงไปถึงชุมชนหมู่บ้าน และเมื่อมีการจัดงานที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ เราก็จะเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกกลุ่ม ช่วยให้แนวคิดการออกแบบกระบวนการตัดสินใจ จากมายาคติเดิมที่ว่าชวนคุยเรื่องความตายเป็นเรื่องอัปมงคล แต่หลังดำเนินการมา 4-5 ปี มีผู้ป่วยที่สนใจจาก 100-200 คน กลายเป็น 1,000-2,000 คน” ดร.ปทมพร กล่าว

    ความสำเร็จจากการดำเนินงาน พบว่าผู้ป่วยที่ทำหนังสือแสดงเจตนา หรือ Living Will เอาไว้ ได้รับการดูแลตามพินัยกรรมถึง 98% มีเพียงไม่กี่รายที่เปลี่ยนใจขอใส่อุปกรณ์ช่วยชีวิตภายหลังเพราะเผชิญความทรมาน ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่า ผู้ป่วยที่ทำพินัยกรรมชีวิตพร้อมครอบครัวซึ่งได้รับข้อมูลที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจ ส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนใจในแนวทางการรักษา อย่างไรก็ตาม บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องทวนสอบการตัดสินใจอีกครั้งเมื่อผู้ป่วยเผชิญกับความทุกข์ เพราะผู้ป่วยมีสิทธิเปลี่ยนใจได้ ดังนั้นแม้จะมีพินัยกรรมชีวิตแล้วบุคลากรก็ยังต้องถามผู้ป่วยและครอบครัวอีกครั้ง